จับเข่าคุย! 5 ประเด็นน่าสนใจหลังเกมผีแดงบุกดับโบโร่ขยับหนีที่6

Home / sport variety / จับเข่าคุย! 5 ประเด็นน่าสนใจหลังเกมผีแดงบุกดับโบโร่ขยับหนีที่6

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ก่อนลงสนาม ไม่มีทั้ง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, อันเดร์ เอร์เรร่า, เวนย์ รูนี่ย์ และ พอล ป็อกบา ทำให้การบุกไปเยือนทีมอย่าง มิดเดิลสโบรห์ เปลี่ยนจากเรื่องกล้วยๆ (ไม่ใช่ที่ โรโฮกิน เมื่อเกมที่แล้ว) กลายเป็นเรื่องยากๆ ไปเลย แต่ลูกทีมของ โจเซ่ มูรินโญ่ ยังสามารถเอาตัวรอดได้ ด้วยการบุกไปเอาชนะ 3-1 ขยับหนีจากอันดับที่ 6 ที่จมอยู่อย่างยาวนานเกิน 100 วัน ขึ้นมาได้ในที่สุด ในเกมที่มีอะไรต้องพูดถึงเยอะเหลือเกิน

ไม่มีตัวหลักแต่ยังเอาตัวรอดได้ก

ในฤดูกาลนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คั่วแชมป์อยู่ถึง 4 รายการ ก่อนที่จะคว้าแชมป์ลีกคัพ และตกรอบ เอฟเอคัพ ด้วยน้ำมือของเชลซี ส่วนในยูโรป้าลีก พวกเขายังอยู่บนเส้นทาง ทำให้จำนวนแมตช์ที่จะต้องลงเล่นนั้นมากกว่าคนอื่น ไม่แปลกใจที่ขุนพลตัวหลักจะเริ่มล้าและถูกอาการบาดเจ็บเล่นงานบ้าง

จะเห็นได้ว่า มูรินโญ่ ต้องอาศัยหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา เข้ามาช่วยลูกน้องอย่าง มาร์กอส โรโฮ ในเกมที่ผ่านมา เกมนี้ พอล ป็อกบา ที่ยืนเป็นตัวหลักมาตลอด บาดเจ็บ คู่กับ คู่หูในแดนกลางอย่าง อันเอร์ เอร์เรร่า ก็ติดโทษแบน ทำให้เกมนี้ แผลกลางต้องใช้ ไมเคิล คาร์ริค จับคู่กับ มารูยาน เฟลไลนี่ และดัน อันโตนีโอ วาเลนเซีย มารับบทบาทตัวรุกอีกครั้ง และใช้กองหน้าที่ยังประสบการณ์น้อยแบบ มาร์คัส แรชฟอร์ด ในตำแหน่งแดนหน้า เพราะ เวนย์ รูนี่ย์ ก็ยังไม่พร้อมจะลงสนามในเกมนี้

แต่เมื่อไม่มีขุนพลตัวหลักๆ พวกเขาก็ยังสามารถเอาตัวรอดไปได้ แม้ว่ารูปเกมจะออกมาไม่สวยงาม ไม่ได้ครองเกมมากมาย แต่ยังดีพอที่จะเก็บสามคะแนนที่ล้ำค่าออกมาจากริเวอร์ไซต์สเตเดี้ยมได้ จากผลงานการพังประตูของ มารูยาน เฟลไลนี่, เจสซี่ ลินการ์ด และ อันโตนีโอ วาเลนเซีย ที่รับส้มเข่งใหญ่จาก วิคตอร์ บัลเดส

ลาก่อน 104 วันบนที่ 6

ไม่น่าเชื่อว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นจะยึดอันดับที่ 6 มากว่า 104 วัน มันช่างยาวนานเหลือเกินเพราะบรรดาทีมในระดับหัวตารางต่างรักษาฟอร์มของตัวเอง กันได้อย่างยอดเยี่ยม รวมไปถึงตัวลูกทีมของ โจเซ่ มูรินโญ่เองก็พลาดโอกาสงามๆที่จะขยับหนีอันดับนี้ เมื่อทีมที่อยู่ข้างบนสะดุด แต่ตัวเองก็พร้อมใจสะดุดด้วยทำให้แซงไม่ได้ซักที

แถมก่อนสัปดาห์นี้ เมื่อวันเสาร์พวกเขาหล่นลงไปอยู่ที่ 7 ชั่วคราว เมื่อเจอ เอฟเวอร์ตันที่แข่งก่อนแซงขึ้นไปก่อน แต่ก็สามารถขยับมาได้ ตัวแปรที่สำคัญคือความพ่ายแพ้ของ อาร์เซน่อล ที่ลงแข่งขันก่อนในเกมวันเสาร์ ที่กันเนอร์บุกไปพ่าย เวสต์บรอมวิช แบบหมดรูป 3-1 ทำให้แต้มหยุดรอและถูกแซง ตอนนี้ทั้งสองทีมกลับมาเล่นเท่ากันแล้ว ก็ต้องเบียดกันสนุกไปแบบนัดต่อนัด รวมไปถึงการลุ้นแซงทีมที่อยู่ข้างบนอย่าง สเปอร์ส, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล ที่หยุดรอมาพักใหญ่ๆ ส่วนจ่าฝูงอย่าง เชลซี ก็คงต้องปล่อยเขาไป

หมดเวลาของ เวนย์ รูนี่ย์

เกมสุดท้ายที่ เวนย์ รูนี่ย์ ลงสนามให้แก่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องย้อนไปในเกมที่เสมอกับ บอร์นมัธ 1-1 และนับถึงตอนนี้เป็ยจำนวน 4 เกมแล้ว ที่แฟนๆไม่เล่นเขาลงสนามให้ทีม

จะว่าไปฤดูกาลนี้ถือเป็นฤดูกาลที่ฟอร์มของเขาตกต่ำจนน่าใจหายที่สุดในระยะหลังๆ และดูเหมือนว่าตอนนี้ตัวเขาจะไม่เป็นที่จำเป็นกับทีมอีกต่อไปแล้ว

ในสถานการณ์ที่ทีมขาดตัวหลักอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ในตำแหน่งแดนหน้าทีมควรที่จะพึ่งพาเขา ในการลงสนามมาช่วยทีม แต่จนถึงตอนนี้อาการบาดเจ็บ ที่ลึกลับยังลักพาตัวเขาหายไปจากทีม และเห็นได้ชัดจากชัยชนะในนัดนี้ หรือนัดก่อนๆที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเกมบอลถ้วยลีกคัพ นัดชิงชนะเลิศ มันนิ่งตอกย้ำว่า เขาไม่มีความจำเป็นกับทีมแล้ว จะอยู่ต่ออย่างคนที่ถูกลืม หรือจะเลือกจากไปอย่างตำนาน

เกมที่ไม่น่าจะเดือด

นอกจากแข่งขันในสนามในฐานะคู่แข่งทั้งสองทีมไม่เคยมีประวัติอะไรที่แสดงให้เห็นว่าเป็นอริต่อกัน แต่เกมนี้ก็เดือดปุดๆขึ้นมาในช่วงท้ายเกมจนชนิดที่ว่าเกือบจะมีมวยมาฝากแฟนบอลในช่วงท้ายเกม

เริ่มจากจังหวะที่ เอริค ไบญี่ ปราการหลังของ แมนเชสเตอร์​ยูไนเต็ด ไปปะทะกับ รูดี้ เกสเตเด้ ก่อนที่นักเตะเจ้าบ้านจะไปกระซิบอะไรจนทำให้ของขึ้น และนักเตะทั้งสองฝั่งกรูเข้ามาหากัน จนต้องเข้ามาจับแยก

แถมหลังจบเกมทั้งสองทีมยังหวิดจะมีมวยแถมท้ายจนได้เมื่อเครื่องของทั้งสองทีมยังไม่เย็นลงจนเกือบที่จะเข้าไปฟาดปากกันที่อุโมงค์ห้องแต่งตัวกันต่อ แต่ยังดีที่เหตุการณ์ไม่บานปลายไปมากกว่านี้ และจบลงที่ไม่มีใครฟาดปากใคร

แท็คติกของ มูรินโญ่

ด้วยเหตุผลของอะไรหลายๆอย่างในเกมนี้ ทำให้ โจเซ่ มูรินโญ่ เริ่มต้นระบบกองหลังตัวกลาง 3 คน แต่เกมนี้ เขาเลือกที่จะใช้ เอริค ไบญี่ ,คริส สมอลลิ่ง และ ฟิล โจนส์ ในตำแหน่งสามเซนเตอร์ และใช้ แอชลี่ย์ ยัง ในตำแหน่งวิงแบ็กซ้าย และ อันโตนีโอ วาเลนเซีย ในตำแหน่งวิงแบ็กขวา

แถมมีกองกลางอย่าง มารูยาน เฟลไลนี่ และ ไมเคิล คาร์ริค ที่ถนัดในเชิงรับทั้งคู่ ดูก็รู้แล้วว่าเกมนี้ มูรินโญ่ เอาชัวร์ขนาดไหน ถ้าไม่นับจังหวะที่ คริส สมอลลิ่ง พลาดจนทีมเสียประตู นักเตะ โบโร่ แทบจะไม่ได้ล่อเป้า ดาบิด เดเคอา แบบเน้นๆเลย

และในช่วงท้ายเกม ที่โบโร่ต้องการอีกประตูเพื่อตีเสมอ พวกเขาเปลี่ยนแผนมาบอมบ์ใส่ จนต้องถอยไปรับลึกในกรอบเขตโทษ และ มูรินโญ่ ตัดสินใจ ส่ง มาร์กอส โรโฮ ลงสนามมาแทนที่ของ ฆวน มาต้า ทำให้ในสนาม พวกเขามีเซนเตอร์ ฮาล์ฟถึง 4 คนเลยทีเดียว ซึ่งก็เป็นแผนที่ได้ผลพิสูจน์ด้วยการรักษาผลประตูนำจนจบเกมและเก็บสามแต้มออกมาได้