ได้ใจอีกแล้ว! ช้างศึก ฝ่าดงแข้งแซงเชือด ฮอนดูรัส3-1ประเดิมคิงส์คัพ

Home / ข่าวฟุตบอลไทยลีก / ได้ใจอีกแล้ว! ช้างศึก ฝ่าดงแข้งแซงเชือด ฮอนดูรัส3-1ประเดิมคิงส์คัพ
บอล03
มงคล ทศไกร จังหวะ ตีเสมอให้ทีมชาติไทย

ผลฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ ครั้งที่ 43

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558

ทีมชาติไทย 3-1 ทีมชาติฮอนดูรัส

ประตู : 0-1 อัลเบิร์ต อิริส น.11, 1-1 มงคล ทศไกร น.27, 2-1 เจฟฟรี ฟลอเรส (ทำเข้าประตูตัวเอง) น.67, 3-1 ปกเกล้า อนันต์ น.80

สนาม : เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดนครราชสีมา เวลา : 19.00 น.

บอล01ศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ ครั้งที่ 43 ณ สนามเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดนครราชสีมาช้างศึก ทีมชาติไทย ประเดิมสนามเกมแรกพบ ทีมชาติฮอนดูรัส เกมนี้ ก่อนเกมการแข่งขันได้มีพิธีเปิด และจุดเทียนชัยถวายพระพรแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดยเกมนี้ ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือใหญ่ ช้างศึก จัดผู้เล่นเต็มสูบนำทัพโดย “เจ้าตอง” กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, นฤบดินทร์ วีรวัฒนโนดม, สารัช อยู่เย็น, เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์, ประกิต ดีพร้อม และมี ชนาธิป สรงกระสินธ์ เป็นหน้าเป้า

ด้าน ฆอร์เก ฆิมิเนซ จัดชุดที่ดีที่สุดลงสนาม นำโดย โจว์ เบนาวิดาซ (C), เจฟฟรี ฟลอเรส, อัลเบิร์ต อิริส, เควิน โลเปซ, เควิน เอสปิโนซ่า และดิอาบี้ ฟลอเรส

เริ่มเกมครึ่งเวลาแรก ช้างศึก เกือบที่จะได้ลุ้นก่อนเมื่อ ประกิต ดีพร้อม ฉกบอลได้จากกองหลัง พยายามจะพาบอลเข้ากรอบเขตโทษ แต่โดนตัดไปได้ก่อนจะยิง เกมผ่านไป 10 นาที ช้างศึก ทีมชาติไทย เปิดเกมได้ดีกว่า

บอล02แต่นาทีที่ 11 ก็กลายเป็นทางทีมเยือน ฮอนดูรัส ที่ได้สวนกลับบอลไปถึง อัลเบิร์ต อิริส หลุดเดี่ยวเข้าไปวอลเลย์ผ่านมือ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ เสียบเสาขวามือของตัวเองเข้าประตูไป ฮอนดูรัส ทะยานน ช้างศึก 1-0

นาทีที่ 13 ช้างศึก ที่สกอร์ตามหลังก็มีลุ้นที่จะได้ประตูตีเสมอเมื่อ ลุงเย็น มงคล ทศไกร ได้หลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษด้านขวา ง้างเท้าซัดเต็มแรงบอลลอยข้ามคานไปแบบน่าเสียดาย

นาทีที่ 19 กยังเป็นโอกาสของ ทีมชาติไทย เมสซี่เจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ได้บอลในกรอบเขตโทษโยกหลอกกองหลัง 2 จังหวะ ก่อนจะตะบันเต็มตีนบอลลอยข้ามคานออกไปอีก

และแล้วนาทีที่ 27 ความพยายามในการล่าประตูแรก และเป็นประตูตีเสมอของ ช้างศึก ก็มาประสบผลสำเร็จเมื่อมาได้ลูกเตะมุม ประกิต ดีพร้อม เล่นสั้นมาให้ เจ้าก้อง เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ เปิดเข้ามาในเขตโทษบอลมาเข้าทาง ลุงเย็น มงคล ทศไกร ซัดเสยตาข่ายบนไม่เหลือซาก ทีมชาติไทย ตามตีเสมอเป็น 1-1

10967990_834853906552754_954766754_n
เจ้าตอง กวิน ธรรมสัจจานันท์ บาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนออก

เวลาที่เหลือทั้ง 2 ทีมเปิดเกมแลกกันอย่างสนุก แต่ก็ไม่มีทีมใดทำประตูได้ ทำให้จบครึ่งแรก ช้างศึก ทีมชาติไทย ยังคงเสมอกับ ฮอนดูรัส 1-1

กลับมาเล่นครึ่งหลัง ช้างศึก ทีมชาติไทย เปลี่ยน กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ออกแล้วส่ง ชนินทร์ แซ่เอี๊ยะ ลงสนามมายืนเฝ้าเสาแทน เนื่องจาก เจ้าตอง โดนปะทะจนจมูกแตกตาเขียวบวม

เกมผ่าน 1 ชั่วโมง ทั้ง 2 ทีมยังคงลงมาเปิดเกมเข้าใส่กันอย่างสนุกดุเดือด แต่ก็ยังคงไม่มีประตูเพิ่มจากครึ่งเวลาแรก

นาทีที่ 64 ช้างศึก มาได้ลุ้นประตูขึ้นนำเมื่อ เจ้าบาส พีรพัฒน์ โน๊ตชัยยา แบ็กซ้ายเติมเกมบุกไปได้บอลในกรอบเขตโทษ ได้ง้างเท้าซัดด้วยเท้าซ้ายบอลพุ่งไปติดเซฟ เอดริก เมนจิวา

จากนั้น 3 นาที ช้างศึก ก็มาได้ประตูขึ้นนำเมื่อ เจ้าก้อง เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ได้ซัดบริเวณกรอบเขตโทษด้านซ้ายบอลพุ่งไม่ตรงกรอบแต่ทว่า เจฟฟรี ฟลอเรส กองหลังทีมเยือนพยายามวิ่งเข้ามาสกัดบอลแต่ผิดเหลี่ยมเข้าประตูตัวเองไป ทำให้ ทีมชาติไทย แซงนำ 2-1

นาทีที่ 80 สกอร์บอร์ดในสนามก็เปลี่ยนอีกครั้งเมื่อ ลุงเย็น มงคล ทศไกร ผ่านบอลให้ ปกเกล้า อนันต์ ได้ยืนซัดเหน่งๆในกรอบเขตโทษบอลพุ่งไปนอนก้นตาข่าย ช้างศึก หนีเป็น 3-1

บอล05เวลาที่เหลือ ช้างศึก ทีมชาติไทย ยังคงเปิดเกมบุกตามเสียงเชียร์แฟนบอลไทย แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำประตูเพิ่มได้ ทำให้จบเกม ช้างศึก ทีมชาติไทย แซงเอาชนะ ฮอนดูรัส ไปได้ 3-1 แบบได้ใจแฟนบอล คว้า 3 คะแนนไปครอง พร้อมกับขึ้นไปเป็นจ่าฝูง

ส่วนผลอีกคู่ โสมขาว เกาหลีใต้ ที่เหลือ 10 คน เชือดเอาชนะ อุซเบกิสถาน ที่เหลือ 9 คนไปได้ 1-0 คว้า 3 คะแนนไปครอง

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนามของทั้ง 2 ทีม

ทีมชาติไทย : กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ (ชนินทร์ แซ่เอี๊ยะ น.46) (GK) (C), นฤบดินทร์ วีรวัฒนโนดม, มิกา ชูนวลศรี, สุทธินันท์ พุกหอม, พีรพัฒน์ โน๊ตชัยยา, มงล ทศไกร (นูรูล ศรยานเก็ม น.87), สารัช อยู่เย็น, ปกเกล้า อนันต์, เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์, ประกิต ดีพร้อม (ภิญโญ อินพินิจ น.62), ชนาธิป สรงกระสินธ์

ทีมชาติฮอนดูรัส : เอดริก เมนจิวา (GK), ดานีรี บาร์ราลากา, โจนาธาน พาซ, คาร์ลอส มอนคาดา, มาร์วิน บาร์ริออส (ออสการ์ ซาลาส น.66), โจว์ เบนาวิดาซ (C), เจฟฟรี ฟลอเรส, อัลเบิร์ต อิริส, เควิน โลเปซ, เควิน เอสปิโนซ่า (โจเซ่ เอสคาเลนเต้ น.57), ดิอาบี้ ฟลอเรส (โอเรนทอล บอดดัน น.83)

บอล04