คัดบอลโลก ช้างศึก ทีมชาติไทย ฟุตบอลโลก 2018 โค้ชซิโก้

5 สิ่งที่แฟนบอลคาดหวังกับ ทีมชาติไทย ในโปรแกรม 3 นัดที่เหลือ แม้ตกรอบแน่นอนแล้ว

Home / sport variety, ข่าวฟุตบอลไทยลีก, ฟุตบอลโลก / 5 สิ่งที่แฟนบอลคาดหวังกับ ทีมชาติไทย ในโปรแกรม 3 นัดที่เหลือ แม้ตกรอบแน่นอนแล้ว

หลังสิ้นเสียงนกหวีดยาวที่ ไซตามะ สเตเดี้ยม 2002 ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่า ทีมชาติไทย ต้องยุติเส้นทางลุ้นไปเล่น ฟุตบอลโลก 2018 เอาไว้ที่ตรงนี้ เมื่อถูกเจ้าถิ่น ญี่ปุ่น สาดกระสุนไป 4-0 แต่ก็ใช่ว่าโปรแกรมเตะอีก 3 นัดที่เหลือจะไร้ความหมายซะทีเดียว และนี่ก็คือ 5 สิ่งที่แฟนๆ ช้างศึกยังสามารถลุ้นและคาดหวังกันได้อยู่หลังจากนี้ไป…

สามแต้มแรกในรอบคัดเลือกรอบ 3
หลังจากทำผลงานได้ดีในรอบก่อนหน้า ทีมชาติไทย ต้องเจอกับของแข็งล้วนๆ ในรอบ 3 ซึ่งหลังจากลงสนามมาแล้ว 7 เกม ลูกทีมของ โค้ชซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ก็เพิ่งจะเก็บไปได้แค่แต้มเดียวเท่านั้น แน่นอนว่าโปรแกรมที่เหลือนั้น สิ่งที่แฟนๆ อยากเห็นเป็นที่สุดก็คือการคว้าชัยในรอบนี้ให้ได้เป็นเกมแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมที่ลงสนามต่อหน้ากองเชียร์ตัวเอง 2 นัด เจอกับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ อิรัก

หนีอันดับบ๊วยของกลุ่ม
ถึงตรงนี้หากคว้าชัยชนะได้บ้างแล้ว สิ่งที่พอจะคาดหวังต่อไปได้ก็คือการสลัดหนีอันดับสุดท้ายของกลุ่ม แม้จากสถานการณ์จะดูแล้วค่อนข้างยาก แต่ก็เป็นความท้าทายที่ไม่ได้เกินตัวไปนัก กุญแจสำคัญคือนอกจากจะต้องลุ้นให้ อิรัก ที่ตอนนี้อยู่รองบ๊วยทำแต้มหลุดมือในโปรแกรมที่เหลือแล้ว เกมที่ ทีมชาติไทย จะเปิดราชมังคลากีฬาสถานรับมือกับพวกเขาก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทุบผู้มาเยือนให้ได้ด้วย

เกมที่จะเปิดบ้านพบ อิรัก มีความเป็นไปได้มากที่สุดแล้วที่ ทีมชาติไทย จะคว้า 3 แต้ม

ขยับอันดับฟีฟ่าแรงกิ้ง
แม้สูตรการคำนวนของมันจะมีความสลับซับซ้อน แต่สรุปง่ายๆ ก็คือโปรแกรมที่เหลือหลังจากนี้ ทีมชาติไทย จะเจอกับทีมที่อันดับเหนือกว่าทั้งนั้น ซึ่งหากมีผลงานที่ดีในการลงสนามเจอกับชาติเหล่านี้ก็จะส่งผลต่อการขยับอันดับขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย เป้าหมายที่น่าลุ้นคือการทวงคืนอันดับสูงสุดในย่านอาเซียนจาก ฟิลิปปินส์ มาให้ได้ จากนั้นในระยะยาวอันดับที่ดีขึ้นก็จะส่งผลแง่บวกต่อทัพช้างศึกในการจับสลากทัวร์นาเม้นท์ต่างๆ รวมถึงการเลือกทีมมาอุ่นเครื่องด้วยเช่นกัน

ทดลองตัวผู้เล่นใหม่ๆ
บางทีในเกมที่ไม่มีผลและไร้ซึ่งความกดดันอาจเป็นโอกาสดีที่ โค้ชซิโก้ จะได้ทดลองผู้เล่นหน้าใหม่ ทั้งที่เคยเรียกมาติดทีมแล้ว แต่ยังไม่เคยได้ลงสนาม หรือบางคนที่ยังไม่เคยได้เข้ามาอยู่ในสารบบ ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจจะได้เห็นช้างศึกตัวใหม่ที่กลายเป็นขาประจำ เหมือนอย่างที่ สิโรจน์ ฉัตรทอง แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวมาแล้วใน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 ที่ผ่านมาก็ได้

อาจมีช้างเผือกที่รอวันถูกค้นพบเหมือนอย่าง สิโรจน์ อยู่อีกก็เป็นได้

แรงศรัทธาในเกมเหย้า
สิ่งสุดท้ายที่น่าติดตามก็คือ แรงศรัทธาจากแฟนบอลชาวไทย ในยามลำบากที่ ทีมชาติไทย ต้องการกำลังใจสุดๆ ทุกคนจะยังมาส่งเสียงเชียร์กันแน่นสนามเหมือนเดิมไหม หรือสุดท้ายมันจะเป็นเพียงแค่กระแสที่พอหายเห่อกันแล้วก็แยกย้ายกันไปสนใจอย่างอื่นเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ซึ่งกว่าจะเรียกศรัทธาและความนิยมกลับมาได้ก็ต้องใช้เวลาไปไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

สำหรับทัพช้างศึกจะมีโปรแกรมเตะ 3 เกมที่เหลือเปิดบ้านเจอกับ ยูเออี วันที่ 13 มิ.ย. ต่อด้วย อิรัก วันที่ 31 ส.ค. ก่อนจะปิดท้ายด้วยการไปเยือน ออสเตรเลีย วันที่ 5 ก.ย. ซึ่งก็ต้องมาติดตามกันว่าบทสรุปของ 5 สิ่งที่กล่าวมาจะเป็นอย่างไรกันแน่