เจอของจริง!กระทิงขวิดหมีขาวหงายท้องทะลุตัดเชือกเลี่ยน

Home / ฟุตซอล / เจอของจริง!กระทิงขวิดหมีขาวหงายท้องทะลุตัดเชือกเลี่ยน

ศึกฟุตซอลโลก “ฟีฟ่า ฟุตซอล เวิร์ดคัพ 2012” รอบ 8 ทีมสุดท้าย คู่สุดท้าย แข่งขันที่อาคารนิมิตบุตร เป็นคู่บิ๊กแมตท์ ปิดท้ายของรอบ  “หมีขาว” รัสเซีย ทีมอันดับที่ 4 ของโลก ที่ผ่านเข้ารอบ มาด้วยการรักษาสถิติไม่เสียประตูให้คู่แข่งแม้แต่ลูกเดียว ลงพบกับ “กระทิงดุ” สเปน ทีมหมายเลข 1 ของโลก ซึ่งรอบ 8 ทีมสุดท้าย ลงเล่นที่สนามแห่งนี้ ด้วยการโชว์ฟอร์มสด เอาชนะ ทีมชาติไทยเจ้าภาพ 7-1 สำหรับผู้ชนะ ในคู่นี้จะผ่านเข้าไปพบกับ อิตาลี ที่ รัวสี่เม็ดรวดพลิกแซงเอาชนะ โปรตุเกส ไปได้อ่างสุดแสบสันต์

เกมส์นี้ ได้รับความสนใจแฟนฟุตซอลชาวไทย และต่างชาติเข้ามาชมกันหนาตา โดยเฉพาะชาวรัสเซีย เริ่มเกมส์เพียง นาทีเศษๆ กลายเป็น “หมีขาวจำแลง” ที่ ออกนำไปก่อนอย่างรวดเร็ว จากการยิงของ ซิริโล่ ดาวเตะ โอนสัญชาติ ที่ยิงให้รัสเซียออกนำสเปนไปอย่งรวดเร็วตั้งแต่ไก่โห่ 1-0  นาทีที่ 3 อัลคาร์โด้ ได้กระโดด วอลเลย์ แต่บอลก็ยังไปตรงตัว กุสตาโว่ นายด่านรัสเซีย นาทีที่ 4 ของการแข่งขัน รัสเซียก็เสียซิงจนได้ จากการเข้าทำอันสวยงามของ สเปน เมื่อ เฟอร์นันดัล คลึงบอลก่อนเขี่ยให้ อัลคาร์โด้ สอดขึ้นมาหลอกจะยิง แล้วจ่ายต่อให้ ออร์ติซ จิ้มด้วยซ้ายเสียบเสาไกลให้ สเปนตามตีเสมอ 1-1

นาทีที่ 5 เกมส์แลกกันสนุก โดย นิโคไลน์ เปเรเวอเกฟ จ่ายให้ เอ็ดเดอร์ ลิม่า ดาวซัลโวของศึกฟุตซอลโลกหนนี้ที่ 9 ประตูได้ควบไปกับบอลก่อนหมุนตัวยิง แต่ ฮวนโก้ ยังเซฟไว้ได้ เกมส์ดำเนินมาถึงนาทีที่ 10 กลับเป็นฝ่ายสเปน ที่ครองบอลได้เหนือกว่า แต่ยังไม่มีโอกาส ได้ลุ้นประตูขึ้นนำ นาทีที่ 12 “กระทิงดุ” สวนกลับเร็ว โดนขึ้นบอลทางฝั่งซ้ายที่ มิเกล ที่ลากขึ้นไปแล้วยิงสวน กุสตาโว่ ที่ถลันออกมาบังทาง แต่ เดชะบุญ ยังเป็นของรัสเซีย เมื่อลิม่า พุ่งมาสไลด์สกัดบอลทิ้งไปได้ก่อนไหลเข้าประตู

แต่แล้วนาที 14 สเปนก็แสดงให้เห็นว่า ทำไมจึงเป็นทีมหมายเลข 1 ของโลก จากการประสานงานของ เฟอร์นันดัล ที่จ่ายออกข้างให้ อัลคาร์โด้ ฉีกมารับบอล ก่อนจ่ายเข้ากลางให้ เฟอร์นันดัล วิ่งเข้ามาวิ่งแบบปาดๆ บอลพุ่งเสียบเสาไกล ชนิดที่กุสตาโว่ ที่ยังไม่เคยโดนยิงมาก่อนหน้าที่จะลงเล่นเกมส์นี้นี้ ช่วยป้องกันได้เพียงใช้สายตา สเปนพลิกแซงขึ้นนำ 2-1  นาที 16 สเปน เกือบหนีไปอีก เมื่อ อัลคาร์โด้ ส่องไกลด้วยขวาเต็มข้อ แต่ กุสตาโว่ ยังพุ่งไปตะปบ ไว้ได้ นาที 18 รัสเซียพลาด เสียบอลให้สเปนหน้ากรอบเขตโทษตัวเอง เลยโดน ตอร์ราส จัดการซัดเต็มข้อ แต่ นายทวารสเปน ยังเหนียวหนึบพุ่งไปคว้าติดมือ

นาที 19 รัสเซีย เจอของจริงเข้าไปทางจัง เมื่อโดนสเปนหนีห่างไปอีกลูก จากจังหวะที่ โลซาโน่ ยิงบอลที่เพื่อนปาดมาให้จ่อๆไปชนเสา แต่ยังโชคดีที่บอลเด้งมาเข้าทาง โลซาโน่อีกครั้ง พลาดนี้ แข้งกระทิงไม่พลาดซัดจ่อๆ เข้าไปแบบมิดด้าม ให้ สเปนหนีห่าง 3-1 ทำให้จบครึ่งแรก “กระทิงดุ” แซงนำ “หมีขาว” 3-1

เริ่มครึ่งหลัง นาที 24 รัสเซียมีลุ้นจากการยิงไกลของ โรบิญโญ่ แต่ ฮวนโก้ ยังพุ่งปัดทิ้งไปได้ จากนั้นจังหวะต่อเนื่อง ลูกเตะมุมของ หมีขาว คราวนี้เป็น เอ็ดเดอร์  ลิม่า วอลเลย์เต็มข้อ แต่นายทวารสเปน งัดซุปเปอร์เซฟออกมาอวดอีกครั้ง ด้วยการพุ่งปัดพ้นอันตรายออกไปได้ หลังตกเป็นรอง 2 ลูก แข้งหมีขาวก็เริ่มเปิดเกมส์บุกมากขึ้น  นาที 28 รัสเซียประสานงานได้สวย เมื่อ ไขว้บอลต่อกันเป็นทอดๆ ก่อนเป็น โรบิญโญ่ ที่จ่ายต่อให้ ซิลิโร่ คลึงหนึ่งจังหวะ ก่อนซัดหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย

ผ่านเข้าสู่ช่วง 10 นาทีสุดท้ายกลายเป็น สเปนที่ช่วงชิงบอลมาไว้ในการครอบครองได้ และ ฝ่ายรัสเซียต้องเป็นผู้ไล่ เพื่อเอาบอลคืนมาทำเกมส์รุก เข้าสู่ช่วง 7 นาทีสุดท้าย หมีขาวที่ตามหลังอยู่ 2 ลูกปรับหมากมาใช้แผนเพาเวอร์เพลย์ และ ก็ได้ผลทันที เมื่อ เอ็ดเดอร์ ลิม่า ดาวซัลโว หมีขาว ยิงไปแฉลบ อเลอเมา ผู้เล่น สเปน  เปลี่ยนทางเข้าประตูไปให้ รัสเซียไล่มาเป็น 3-2  เรียกเสียงเชียร์ดังกระหึม อาคารนิมิบุตร ถัดจากนั้น ไม่กี่วินาที ความหวังของ หมีขาวเกือบพังทลาย เมื่อ อัลคาร์โด้ หลุดไปดวลตัวๆ กับ กุสตาโว่ แต่นายทวารรัสเซีย ยังช่วยให้ทีมยังอยู่บนเส้นทาง ด้วยการ เซฟลุกยิงของ อัลคาร์โด้ไว้ได้

เหลืออีก 5 นาทีสุดท้าย เกมส์ตกเป็นของ รัสเซีย ที่ยังไม่เลิกใช้แผนเพาเวอร์เพลย์  และเกือบพังประตูตีเสมอได้ จากการพลิกยิงของ ซิลิโร่ ที่บอลหลุดกรอบไปแบบเสียวไส้  นาที 38 รัสเซียกดดันอย่างหนัก ด้วยแผนเพาเวอร์เพลย์ ทำให้ครองบอลหาช่องอยู่ในแดน สเปน ก่อนเป็น ซิลิโร่ ที่สบช่องได้ยิง ติดเซฟของ ฮวนโก้ ก่อนที่บอลจะกระดอนมาเข้าทาง ดิมิทริ พรุนิคอฟ จัดการซัดสวนแบบไม่จับ แต่ ฮวนโก้ ก็ยังผวามาเซฟไว้ได้อีก

เสี้ยววินาที สุดท้ายของการแข่งขัน  ดิมิทริ พรุนิคอฟ กับตันทีมหมีขาวเสี่ยงดวง ยิงยัดเต็มข้อด้วยขวา แต่ ฮวนโก้ นายทวาร กระทิงดุ ก็ยังเซฟจนหยดสุดท้าย ทำให้ หมดเวลา “กระทิงดุ” สเปน ทีมหมายเลข 1 ของโลก โชว์ฟอร์มแกร่งสมราคา ด้วยการ เฉือนเอาชนะ “หมีขาว” รัสเซีย ไปแบบสุดระทึกใจ 3-2 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ไปพบกับ “อัซซูรี่”  ในวันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน ที่อินดอร์สเตเดี้ยม 

สำหรับผลอีกคู่ “อัซซูรี่” อิตาลี รัว 4 เม็ดรวด พลิกแซง กลับมาเอาชนะ “ฝอยทอง” โปรตุเกส แบบสุดมันส์ จนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ 4-3 ผ่านเข้าไป เจอกับ สเปน ในรอบตัดเชือก