5 เหตุผลที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เรียนรู้หลังบุกไปพ่าย เชลซี

Home / กีฬาอื่นๆ / 5 เหตุผลที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เรียนรู้หลังบุกไปพ่าย เชลซี

470212816แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พุ่งชนความพ่ายแพ้เป็นหนแรกในรอบ 5นัด หลังจากที่ผ่านเกมส์ยากๆมาได้หลายนัด ด้วยการบุกไปโดนว่าที่แชมป์ลีกยัดเยียดความปราชัยให้แบบน่าเจ็บใจ ทั้งๆที่รูปเกมส์ สถิติทุกอย่างเหนือกว่าเจ้าถิ่น แต่อย่างว่าเมื่อฟุตบอลไม่มีระบบให้คะแนน และวัดผลแพ้ชนะกับที่สกอร์เท่านั้น ความผิดหวังที่ไม่น่าผิดหวังเลยมาตกอยู่กับฝั่งทีมเยือน มาดู 5 สิ่งที่ ปีศาจแดงได้เรียนรู้จากความพ่ายแพ้นัดนี้

Chelsea v Manchester United - Premier League

ฟัลเกา จากยอดดาวยิงสู่ไส้ติ่งของทีม

ดาวยิงค่าเหนื่อยแพงมหาศาล ได้โอกาสลงสนามในตอนที่ทีมค่อนข้างระส่ำระสาย เพราะตัวหลักที่ใช้งานเป็นประจำได้รับบาดเจ็บไปถึง 4 คนทำให้ บอสชาวดัตช์ เลือก ดาวยิงชาวโคลัมเบียที่ร่างกายฟิตสมบรูณ์กว่า โรบิน ฟานเพอร์ซี่ ที่เพิ่งกลับมาซ้อมได้ไม่นาน และมีชื่อเป็นเพียงตัวสำรองที่ไม่ได้ใช้งานเท่านั้น ดูเหมือนนัดนี้ ฟัลเกา จะได้โอกาสพิสูจน์ตัวเองกับแนวรับที่เขาเคยทลายมาแล้วสมัยอยู่กับ แอตเลติโก้ มาดริด

แต่น่าเห็นใจเมื่อเจ้าของฉายาพี่เสือ ไม่ใช่พี่เสือคนเดิมอีกต่อไป เมื่อได้โอกาสสัมผัสบอลน้อยมาก ทั้งๆที่ทีมครองบอลมากกว่าทีมเยือนตลอดเวลา และยังมีส่วนกับการเสียประตู แถมพลาดโอกาสทองที่หลุดเดี่ยวเข้าไปยิง มุมเดียวแบบเดียวกับที่ เอเด็น อาซาร์ ทำได้ แต่ ฟัลเกา กลับแปรเปลี่ยนเป็นสกอร์ ไม่ได้ น่าจะบอกว่าโอกาสของดาวยิงโคลัมเบีย ในโอลด์แทร็ฟฟอร์ดน่าจะหมดลงแล้ว ต่อสายหาเอเย่นต์ ให้หาทีมใหม่ได้เลย

Chelsea v Manchester United - Premier League

ดีที่สุดของ เวนย์ รูนี่ย์ ก็คือกองหน้าวันยังค่ำ

เห็นได้ชัดว่าประโยชน์ของ เวนย์ รูนี่ย์ ในตำแหน่งกองกลาง และกองหน้าต่างกันลิบลับ หากว่า หลุยส์ ฟานกัล จะมีตัวเลือกมากกว่านี้อีกนิดในแผงกองกลาง ก็คงไม่จำใจลดประโยชน์ของ ดาวยิงร่างตัน ให้ไปรับบอลกองกลางจอมขวางบอลไปมาอย่างแน่นอน ซึ่งแม้ รูนี่ย์ จะมีโอกาสทองในช่วงต้นเกมส์ แต่ก็ทำไม่ได้แม้แต่จะให้บอลตรงกรอบ(แถมทำ เดเคอา ดีใจเก้ออีก) แต่สภาพโดยรวมถือว่าธรรมดา และไม่โดดเด่นอะไรมากมายนัก เมื่อเทียบกันชัดๆกับ ราดาเมล ฟัลเกา ในตำแหน่งกองหน้าที่แทบไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับทีมเหมือนตอนที่รูนี่ย์ทำได้ ต้องบอกว่าน่าเสียดายจริงๆที่ต้องถอย เวนย์ รูนี่ย์ มาเป็นกองกลางแบบนี้

470223140

การเปลี่ยนตัวที่เป็นหายนะ

จากระบบที่ลงตัวในหลายๆนัดที่ผ่านมา ทำให้ 3 จาก 4 นัด ที่เก็บชัยได้ติดต่อกัน ทีมทำประตูออกนำได้ก่อน มีเพียงนัดที่พบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เท่านั้น ที่ตามหลังก่อน แต่ก็เอาคืนได้เร็ว จนเรียกได้ว่าการเปลี่ยนตัวแก้เกมส์ เพื่อต้องการประตูเพิ่มเพื่อชนะหรือเสมอ ไม่ได้ใช้งานเลย ทำให้นัดนี้ หลุยส์ ฟานกัล แก้หมากที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทีมแม้แต่น้อย กับการส่ง อังเคล ดิมาเรีย ที่กำลังฟอร์มตกมาแทนที่ แอชลี่ย์ ยัง และ ให้ อัตนัน ยานาไซ ที่หายจากทีมไปนาน ลงเล่นแทน ฆวน มาต้า ที่ฟอร์มก็ไม่ได้ย่ำแย่อะไร

และ คนที่น่าจะถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือการถอด ลุค ชอว์ ที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นในรอบหลายนัด โดยเฉพาะครึ่งหลังออกแล้วให้ ไทเลอร์ แบล็กเก็ต ลงมาเล่นแทน ทำเอาแฟนเอียงคอเกาหัวผีเกาหัวพร้อมอุทานพร้อมๆกันว่า เปลี่ยนทำไมวะ! ผลก็อย่างที่เห็น ทีมไม่ได้ฉกฉวยโอกาส หรือการกดดันมากขึ้นได้เลย จุดอ่อนที่สุด เห็นจะเป็น ยานาไซ ที่โดน เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า เก็บกินแบบหวานหมูไปหลายจังหวะ

FBL-ENG-PR-CHELSEA-MAN UTD

ทรงบอลที่เริ่มเข้าที่

ก่อนเกมส์ หลายคนคงคิดว่า เชลซี เจ้าบ้านน่าจะเหนือกว่าทุกกระบวนท่า แต่ว่าพอลงเล่นไปจริงๆแล้วต้องบอกว่า แมนยู ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด จากสถิติที่บอกว่าเหนือกว่าทั้ง เปอร์เซ็นการครองบอล, การจ่ายบอลสำเร็จ, การได้บอลในแดนของคู่ต่อสู้ และความแม่นยำในการจ่ายบอล ที่เหนือกว่า ว่าที่แชมป์ทุกอย่าง แต่มีอยู่ท่าเดียว คือการทำประตูที่เป็นรอง โดยตลอดทั้งเกมส์ แนวรับของทีมเยือนพลาดแค่ครั้งเดียว และก็โดนว่าที่เจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม PFA ลงโทษแบบสาสม แต่แม้จะแพ้ในนัดนี้ก็ถือว่าได้เห็นแนวทางที่ดี ที่ทีมยังรักษาทรงบอลที่ดีเอาไว้ได้แม้จะขาดตัวหลักหลายตัว แม้กระทั่ง LVG ยังยกให้นัดนี้เป็นนัดที่ดีที่สุดของฤดูกาล แม้ว่าจะไม่มีซักแต้มติดมือก็ตาม

แต่ก็อย่าลืมให้ เครคิต การวางแผนของ โจเซ่ มูรินโญ่ ทั้งการตั้งรับอย่างใจเย็น เพราะรู้ดีกว่า ผลเสมอก็เพียงพอที่จะให้ทีมหยิบแชมป์ในปั้นปลาย และที่เด็ดที่สุด คือการวาง เคิร์ต ซูม่า ให้มาตามประกบ คีย์แมนในรอบหลายๆนัดอย่าง มารูยาน เฟลไลนี่ จนแทบจะหายไปจากเกมส์

Chelsea v Manchester United - Premier League

ความพร้อมที่จะเป็นผู้ท้าชิงในฤดูกาลหน้า

เริ่มต้นฤดูกาลนี้ มีหลายคนไม่เชื่อว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะสามารถกลับมาคั่วท็อปโฟร์ได้อีกครั้ง และยิ่งเห็นฟอร์มกับพร้อมๆกับแนวทางการเล่นที่เปลี่ยนแปลงไปทุกนัด ยิ่งไม่เชื่อว่า ฤดูกาลหน้า ปีศาจแดงจะได้ไปเสนอหน้าบนถ้วยใหญ่บนเวทียุโรปอีกครั้ง แต่มาถึงตรงนี้กับอีก 5 นัดที่เหลือกับคะแนนที่ทิ้งห่าง ลิเวอร์พูล คู่แค้นอันดับ 5 อยู่ 8 แต้มแม้จะแข่งมากกว่า 1 นัด ทีมของ ฟานกัล ไม่น่าพลาด เพราะช่วงหลังๆสามารถจูนทีมได้ลงตัว จนสามารถเก็บ 12 คะแนนได้จาก 15 คะแนนเต็ม ในช่วง 5 นัดที่ผ่านมา ที่ทุกคนต่างลงความเห็นว่า เป็นด่านหินที่สุดในซีซั่นไว้ได้ นั่นหมายความว่า นักเตะ และผู้จัดการทีมเริ่มเจอจุดที่จูนกันได้ลงตัวแล้ว ฟอร์มในนัดนี้ที่สามารถสู้กับเชลซี ที่เป็นว่าที่แชมป์ได้อย่างสนุก น่าจะบอกได้ว่า ฤดูกาลหน้า ด้วยเวลาในการเตรียมตัวและเสริมทัพกับนักเตะที่เป็นเป้าหมาย ยูไนเต็ดจะกลับมาอยู่ในตำแหน่งที่ลุ้นมากกว่าท็อปโฟร์อย่างแน่นอน