ปั่น เปลี่ยนชีวิต!! กับ ผู้ชายที่ชื่อ อิศรานุพงศ์ ชัยมงคล

Home / sport variety / ปั่น เปลี่ยนชีวิต!! กับ ผู้ชายที่ชื่อ อิศรานุพงศ์ ชัยมงคล

LOD_5201_1

คุณ อิศรานุพงศ์  ชัยมงคล ชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งผุ้มีน้ำหนักตัวถึง 90 กิโลกรัม และไม่เคยสนใจเกี่ยวกับสุขภาพ จนมาได้สัมผัสกับการปั่นจักรยาน กำลังใจในการลดน้ำหนัก จึงเกิดขึ้น…..

คิดยังไงถึงอยากลดน้ำหนักครับ

มีวันหนึ่งเดินขึ้นสะพานลอยมาทำงาน เอ๊ะ!!ทำไมรู้สึกเหนื่อยมาก ตอนนอนแฟนบอกว่าหายใจหอบตลอดเวลา เลยเริ่มรู้สึกกังวลกับตัวเอง ยิ่งชัดมากตอนตรวจสุขภาพประจำปีผลก็เป็นไปตามคาด โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ พร้อมน้ำหนักที่เกินมากกว่าที่ควร ตอนนั้นเลยตัดสินใจว่า “น่าจะถึงเวลาแล้วหล่ะ ที่ผมจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง”

 

ช่วงที่น้ำหนักเยอะที่สุด 90 กิโลกรัม และไม่ได้ออกกำลังกายเลย
ช่วงที่น้ำหนักเยอะที่สุด 90 กิโลกรัม และไม่ได้ออกกำลังกายเลย

 

ออกกำลังกายแบบไหนครับ หลังจากตัดสินใจจะลดน้ำหนัก

ง่ายที่สุดโดยที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนอะไรเลยก็คือ “วิ่ง”  ครั้งแรก ตั้งใจวิ่ง 3 กิโลเมตร แต่วิ่งจริงๆน่าจะได้แค่ 1 กิโลเมตร  ที่เหลืออีก 2 กิโลเมตร คือเดิน เพราะว่าเหนื่อยมาก ช่วงแรกวิ่งแค่อาทิตย์ละ 1 วัน  ผ่านไป 2-3 เดือน น้ำหนักก็ยังไม่ลง เพราะออกกำลังกายน้อยเกินไป แถมการกินอาหารก็ยังกินเหมือนเดิม พอไม่ได้ผลก็เริ่มรู้สึกท้อ ไม่สนใจแล้วก็เลิกทำ  เพราะคิดว่าตัวเองคงลดน้ำหนักลงไม่ได้จริงๆ

เริ่มวิ่งช่วงแรกๆ น้ำหนักไม่ลง ท้อแล้วก็เลิกไป
เริ่มวิ่งช่วงแรกๆ น้ำหนักไม่ลง ท้อแล้วก็เลิกไป

จนมาถึงช่วงน้ำท่วม แถวบ้านที่อาศัยอยู่ ไม่มีรถเมย์หรือรถแท๊กซี่วิ่งผ่านมาได้เลย จึงตัดสินใจซื้อ “จักรยาน” เพื่อที่จะปั่นไปซื้ออาหารกิน ปั่นมาได้สักพักน้ำหนักก็ลดลงไปประมาณ 2 กิโลกรัม รู้สึกแปลกใจมากแล้วก็เริ่มสนุก ทำมีกำลังใจอีกครั้ง จึงเริ่มปั่นจักรยานในทุกๆเย็นของแต่ละวัน วันละ 10 กิโลเมตร ช่วงนั้นเป็นสวรรค์สำหรับคนขี่จักรยานเลยก็ว่าได้ เพราะไม่มีรถใหญ่วิ่งให้กวนใจ ปั่นมาได้เกือบปีจาก “ความสนุก” กลายเป็น “ความรัก”  ชอบที่จะท่องเที่ยวไปไหนมาไหนด้วยการปั่นจักรยาน ทำงานก็ปั่นจักรยานมาทำงาน ระยะทางจากบ้านถึงที่ทำงานไม่ถึง 2 กิโลเมตร แต่ตั้งเป้าไว้ว่าจะปั่นให้ได้อย่างน้อย 10 กิโลเมตรต่อวัน ตอนที่ปั่นมาทำงานจึงต้องหาเส้นทางทำอย่างไรก็ได้ ให้ได้ระยะทางอย่างน้อย 10 กิโลเมตรต่อวันและเปลี่ยนเส้นทางบ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซากจำเจ ปั่นเก็บประสบการณ์ไปสักพักเริ่มสนุกมากขึ้น จึงเริ่มตั้งเป้าหมายว่าอยากจะปั่นไปเชียงใหม่ ตั้งใจฝึกซ้อมอยู่ประมาณเกือบปี น้ำหนักก็ลดลงไปอีก 10 กิโลกรัม จาก 90 เหลือ 80 กิโลกรัม หลังจากที่ปั่นจากกรุงเทพไปเชียงใหม่มาได้แล้ว ก็อยากจะปั่นไปให้ไกลขึ้นไปอีกก็คือไปเชียงราย หลังจากที่ซ้อมหนักก่อนจะไปเชียงราย ก็ลองไปลงแข่งในรายการวัดใจทั่วไป เพื่อที่จะลองท้าทายตัวเองดู ว่าจะสามารถทำได้มั้ย ปรากฎว่าทำได้ หลังจากนั้นก็ปั่นไปที่เชียงรายได้สำเร็จเช่นกัน พร้อมกับน้ำหนักที่หายไปอีก 10 กิโลกรัม เหลือประมาณ 70 กิโลกรัม ช่วงนั้นต้องบอกเลย รู้สึกว่าตัวเองฟิตมาก เราปั่นเร็วกว่าเพื่อนทุกคน และยังไม่มีเพื่อนคนไหนปั่นไปเชียงใหม่ และก็ไปเชียงราย 2 ปีซ้อน มีความรู้สึกภูมิใจ และวางแผนว่าอยากจะปั่นไปภูเก็ตอีกครับ

เริ่มซื้อจักรยานมาปั่น ตอนนั้นน้ำหนักก็ยัง 90 กิโลกรัมอยู่
เริ่มซื้อจักรยานมาปั่น ตอนนั้นน้ำหนักก็ยัง 90 กิโลกรัมอยู่

 

ธค. 2012 ปนเดยว กรงเทพ-เชยงใหม 5 วน 733 กม.
ธค. 2012 ปั่นเดี่ยว  กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 5 วัน 733 กม.
เยสสสส...ถึงแล้วเชียงใหม่
เยสสสส…ถึงแล้วเชียงใหม่
2013 ปั่นไปทำงานทุกวัน และ เริ่มซ้อมจริงจัง ปั่นทุกวันเสาร์100km
2013 ปั่นไปทำงานทุกวัน และ
เริ่มซ้อมจริงจัง ปั่นทุกวันเสาร์ 100km
ธค. 2013 ปั่นเดี่ยว กรุงเทพฯ- เชียงราย 870km 5วัน
ธค. 2013 ปั่นเดี่ยว กรุงเทพฯ- เชียงราย 870km 5วัน

 

ถึงตอนนี้ก็น่าจะแฮปปี้แล้วนะครับ

ยังครับ!! เพราะมีน้องที่ไปออกทริปด้วยกันทักว่า “เฮ้ย..พี่อิศก็ปั่นมานานแล้วนะ ทำไมพี่ยังมีพุง!!”  แล้วก็กลายเป็นประโยคแซวของเพื่อนๆในกลุ่ม กลับบ้านมามีความรู้สึกว่า “เอ๊ะ!! นี่เราก็ซ้อมเยอะ ทำไมมันยังมีพุงอีกนะ”  จากนั้นมาก็เริ่มศึกษาหาข้อมูลด้วยตัวเองว่า จริงๆแล้วน้ำหนักตัวที่ถูกต้องของเรา

ซ้อมจริงจังมากขึ้น แต่ก็ยังโดนทักว่า “พี่อิศปั่นมานาน แต่ก็ยังมีพุง” นน. 70Kg
ซ้อมจริงจังมากขึ้น แต่ก็ยังโดนทักว่า “พี่อิศปั่นมานาน แต่ก็ยังมีพุง”
นน. 70Kg

ควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ ก็พบว่าน้ำหนักยังเกินอยู่อีก ประมาณ 10 กิโลกรัม เลยต้องเปลี่ยนวิธีกิน คือ เลี่ยงของมัน ไม่กินอาหารขยะ ไม่กินช็อคโกแลต และควบคุมแคลเลอรี่ โดยการทำกับข้าวกินเองและคำนวนอย่างละเอียดว่า ในวันหนึ่งๆร่างกายเราต้องการกี่แคลเลอรี่ แล้วก็กินเท่านั้น ประมาณเดือนแรก น้ำหนักลดลงไป 3 – 4 กิโลกรัม แต่ก็ยังต้องการให้น้ำหนักลงเร็วกว่านี้อีก จึงตัดสินใจงดแป้งก็คือข้าว กินแต่ผัก ไก่นึ่ง แล้วก็ไข่ขาว พร้อมการออกกำลังกายหนักเหมือนเดิมแล้วก็เพิ่มการวิ่งเข้ามาอีก เพราะน้ำหนักไม่เยอะเหมือนเมื่อก่อนแล้วสามารถวิ่งได้อย่างไม่ต้องกลัวอาการบาดเจ็บอีก แต่กลับกลายเป็นว่าน้ำหนักลงเร็วเกินไป  จนมีคนทักว่า ผอมมากเกินไปแล้ว เพราะน้ำหนักเหลือเพียง 57 กิโลกรัม เลยกลับมาดูว่าที่ถูกต้องไม่ควรจะงดแป้ง จึงกลับมากินแป้งเหมือนเดิม ทำให้น้ำหนักกลับมาอยู่ที่ประมาณ 60 กิโลกรัม

ซ้อมปั่น วิ่ง ยกเวท งดแป้ง นน. 57Kg กล้ามเนื้อหายไป
ซ้อมปั่น วิ่ง ยกเวท งดแป้ง
นน. 57Kg กล้ามเนื้อหายไป
กลับมากินแป้ง นน.60Kg กล้ามเนื้อกลับมา
กลับมากินแป้ง นน.60Kg กล้ามเนื้อกลับมา

 

 ตั้งแต่วันแรกที่ขี่จักรยาน มาจนถึงตอนนี้กี่ปีแล้ว??

ประมาณ 4 ปีเต็มครับ น้ำหนักตัวอยู่ที่ประมาณ 60 กิโลกรัม แต่จริงๆอยากให้อยู่ประมาณ 65 กิโลกรัม และตอนนี้ก็มีเป้าหมายใหม่อีกแล้วก็คือ อยากจะลงแข่ง ไตรกีฬา ในการแข่งประกอบไปด้วย ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน แล้วก็วิ่ง(ว่ายน้ำ 1.8 km. ปั่นจักรยาน 40 km. วิ่ง 10 km. )

ทำไมถึงอยากจะลงแข่งไตรกีฬา??

คืออยากจะท้าทายตัวเองเพิ่มมากขึ้นครับ เพราะปั่นจักรยาน กับวิ่ง ทำได้แล้ว ถ้ารวมว่ายน้ำเข้าไปด้วยเราจะทำได้มั้ย ตอนนี้ก็ให้เพื่อนที่เคยเป็นนักว่ายน้ำ มาช่วยเทรนให้ครับ

ซ้อมวิ่งมากขึ้น เริ่มว่ายน้ำ เตรียมตัวลงแข่งไตรกีฬา นน.61Kg
ซ้อมวิ่งมากขึ้น เริ่มว่ายน้ำ เตรียมตัวลงแข่งไตรกีฬา
นน.61Kg

1534283_547168598758585_1912558483737995605_n

ตั้งทีมจักรยาน XLrider ลงแขงล่าเหรียญ
ตั้งทีมจักรยาน XLrider ลงแขงล่าเหรียญ

 

สุดท้ายนี้ อยากจะ “ฝากอะไรถึงคนที่ต้องการจะลดน้ำหนัก” มั้ยครับ

ผมก็เป็นคนที่อ้วนคนหนึ่งมาก่อน ก็อยากจะบอกว่า “ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ถ้าเราพยายามและตั้งใจจริง”  อย่าเพิ่งท้อ พยายามต่อไปเรื่อยๆแล้วจะเริ่มเห็นผลเองครับ   และเวลาจะทำอะไรก็ตามอยากให้ศึกษาให้ดีก่อนจะลงมือปฏิบัติจริง จะได้ไม่มีผลเสียกับตัวเองมากนัก

ขอขอบคุณ คุณ อิศรานุพงศ์  ชัยมงคล (เรื่อง/ภาพ)