ทีมชาติไทย เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2018

เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว : แข้งหน้าใหม่… สู่กัปตันช้างศึกซูซูกิ คัพ 2018

Home / sport variety / เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว : แข้งหน้าใหม่… สู่กัปตันช้างศึกซูซูกิ คัพ 2018

การที่ มิโลวาน ราเยวัช เลือก เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว ทำหน้าที่กัปตันทีมชาติไทยชุดสู้ศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 แสดงว่ากุนซือชาวเซิร์บ ต้องเห็นอะไรบางอย่างในตัวเขา ที่สำคัญทุกคนในทีมต่างก็เห็นดีเห็นงามด้วยกับผู้นำของทีมในศึกครั้งนี้

นักเตะที่เพิ่งก้าวสู่ทำเนียบทีมชาติไทยได้เพียงปีกว่าๆ และเริ่มนับหนึ่งในการลงสนามรับใช้ชาติด้วยอายุที่เข้าสู่เลข 3 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับได้ว่า เฉลิมพงษ์ คือกองหลังที่อ่อนพรรษาที่สุดของทีมชาติไทย แต่ ณ เวลานี้ เขาคือคนที่เหมาะสมที่สุด

นักเตะที่ปิดกั้นตัวเองอยู่ตลอดเวลา เมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่นเป็นแข้งช้างเผือกอยู่ที่จังหวัดลพบุรี โอกาสครั้งแล้วครั้งเล่าที่ถูกหยิบยื่นให้เข้ามาพิสูจน์ตัวเองในเมืองกรุง ถูกปฏิเสธด้วยตัวเขาเอง ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้เขาไม่ยอมก้าวกระโดดออกมา มันก็เป็นเรื่องอดีตที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้แล้ว

ครั้งหนึ่ง เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว เคยมาลองใช้ชิวิตในเมืองกรุง ด้วยการเป็นนักเตะของมหาลัยรัตนบัณฑิต เพื่อเอาดีทางด้านฟุตบอล ด้วยสภาพความเป็นอยู่ของเมืองกรุงที่แสนวุ่นวาย ทำให้เขาหนีกลับไปเรียนที่บ้าน ชนิดที่ยังไปไม่ครบทุกซอกซอยของถนนลาดพร้าว 71 ด้วยซ้ำ

ปี พ.ศ.2550 จังหวัดลพบุรี ที่เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโปรวิลเชียลลีก ครั้งแรก ที่ใช้นักเตะจาก ม.ราชภัฏเทพสตรี เล่นเกือบยกชุด เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว คือหนึ่งในนั้น และก็เป็นกำลังหลักสำคัญพาทีมคว้าแชมป์ที่จังหวัดสงขลาได้สำเร็จ

ฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวก็ทำให้ หลายทีมในไทยลีกยื่นข้อเสนอให้กับ ดาวรุ่งวัย 20 คนนี้เพื่อไปอยู่กับทีม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค คือทีมที่สามารถสร้างแรงจูงใจเขาตัดสินใจกล้าที่จะก้าวเท้าออกจากเขตจังหวัดลพบุรี อีกครั้ง

การเข้ากรุงครั้งก่อน อาจจะมีที่พักฟรี อาหารฟรี และเรียนฟรี แต่นั้นก็ไม่สามารถรั้งให้เขาอยู่ได้ แต่การเข้ากรุงครั้งนี้ในการเซ็นสัญญากับสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าฯ เขาได้รับเงินเดือน 10,000 บาท พร้อมกับเบี้ยเลี้ยงซ้อมวันละ 500

เด็กรุ่นราวคราวเดียวกับเขายังต้องเรียนหนังสือ หลายคนขอเงินทางบ้าน โชคดีหน่อยก็รับงานพิเศษส่งตัวเองเรียน ส่วนเขามุ่งหน้าสู่เส้นทางลูกหนังอย่างเดียว

การไฟฟ้าฯ ยุคที่อุดมไปด้วยนักเตะทีมชาติ โดยเฉพาะในตำแหน่งกองหลัง ที่มีทั้ง โชคทวี พรหมรัตน์, ปฏิภาณ เพ็ชรพูล, ภานุพงศ์ วงศ์ษา, อภิเชษฐ์ พุฒตาล รวมไปถึง โจแอล นั้นก็ทำให้เขาได้ลงสนามเพียงไม่กี่เกม และแต่ละเกมก็มีเวลาอันน้อยนิด

แต่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับการถูกจารึกชื่อให้เป็น นักเตะ ดีกรีแชมป์ไทยลีก ในปี 2008 ร่วมกับสโมสรการไฟฟ้า และหลังจากคว้าแชมป์ไทยลีกได้ไม่นาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ก็ถูก บุรีรัมย์ เทคโอเวอร์ไป

เหมือนตกกระไดพลอยโจนที่ทำให้ชีวิตต้องออกเดินทางไปอยู่ต่างจังหวัด แต่การไปบุรีรัมย์ ครั้งนี้ เขาได้เล่นเพียงแค่ทีมเล็ก อย่าง “ลาวาเพลิง” บุรีรัมย์ เอฟซี โดยในปี 2010 ขุมกำลังที่เหนือชั้นกว่าทีมอื่นๆในลีกภูมิภาค ก็ส่ง บุรีรัมย์ เอฟซี คว้าแชมป์ลีกภูมิภาคพร้อมกับเลื่อนชั้นได้สำเร็จ

ดิวิชั่น 1 ฤดูกาล 2011 บุรีรัมย์ เอฟซี ภายใต้การปรุงแต่งของ สะสม พบประเสริฐ ก็คว้าแชมป์ลีกรองได้สำเร็จ นั้นก็ทำให้ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว คว้าแชมป์ครบ 3 ลีกได้สำเร็จในวัย 25 ปี

แต่การปล่อยสิทธิ์การทำทีมไปอยู่กับ สงขลา ก็ทำให้นักเตะหลายคนต้องถูกปล่อยออกจากทีม เฉลิมพงษ์ โชคดีที่ถูกเลือกให้อยู่กับทีมต่อ การการสวมเสื้อ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เขาแทบหาโอกาสลงสนามไม่เจอ สุดท้ายก็ต้องขอย้ายออกจากทีมเพื่อไปอยู่ในทีมที่พอจะได้ลงสนามเล่นบ้าง

“นกใหญ่พิฆาต” ชัยนาท ฮอร์นบิล คือคำตอบ ปี 2013 เขาเล่นให้กับ ชัยนาท ฮอร์นบิล ในตำแหน่งแบ็คขวา ที่ทำผลงานได้ดี แม้จะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของแฟนบอลทั่วประเทศสักเท่าไหร่ ฟอร์มอันโดดเด่นก็ทำให้ “สวาทแคท” นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ดึงตัวเขาไปร่วมทีมในปีต่อมา

ที่ดินแดนประตูสู่ภาคอีสานนี่เอง เขาได้กลับมาเล่นตำแหน่งเซนเตอร์ฮาร์ฟอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับพาทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ในปี 2014 ซึ่งเป็นแชมป์ลีกรองหนที่สองของเขา การมีส่วนสำคัญพาทีมเลื่อนชั้นมาเล่นลีกสูงสุด เขาก็ได้รับรางวัลด้วยการยึดตัวหลักของทีมตลอด

ฤดูกาล 2017 ฟอร์มอันโดดเด่นของเขาก็ทำให้ ราเยวัช กุนซือที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งนายใหญ่ช้างศึก ที่เดินสายดูบอลทั่วประเทศ เรียกเขาเข้ามาติดทีมชาติ ถือเป็นแข้งหน้าใหม่ที่ถูกตั้งคำถามว่าดีพอหรือไม่ ในการมีธงติดหน้าอกเสื้อ

13 มิถุนายน 60 ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ที่ทีมชาติไทยลงสนามพบกับ ยูเออี คือการลงรับใช้ชาติครั้งแรกของเขา ผลการแข่งขันจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 แฟนบอลที่อยู่ในสนามรวมไปถึงดูการถ่ายทอดสดอยู่ที่บ้าน ต่างตะลึงในฝีเท้าของ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว ที่หยุดแนวรับทีมยักษ์ใหญ่จากตะวันออกกลางได้อยู่หมัด

นั่นก็เป็นการแจ้งเกิดชื่อ “เหลิม” เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว ในการเป็นกองหลังระดับแถวหน้าของเมืองไทย ในวัย 30 ปี ที่นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็ยึดตัวหลักในตำแหน่งเซ็นเตอร์ของทีมชาติไทยยุค ราเยวัช มาโดยตลอด จนถึง ปัจจุบัน…

ขออนุญาตใช้เนื้อหา