รูนี่ย์ อังกฤษ

ย้อนรอยการรับใช้ทีมชาติอังกฤษของ เวย์น รูนี่ย์ อดีตกัปตันผู้สร้างสถิติไว้เพียบ

Home / sport variety / ย้อนรอยการรับใช้ทีมชาติอังกฤษของ เวย์น รูนี่ย์ อดีตกัปตันผู้สร้างสถิติไว้เพียบ

เวย์น รูนี่ย์ มีโปรแกรมลงสนามอำลาทีมชาติอังกฤษในค่ำคืนนี้ และถึงแม้ว่าการรับใช้ชาติของเขาจะไม่เคยได้ชูถ้วยแชมป์อะไรเลย แต่ก็ถือว่าเป็นอาชีพที่ประสบความสำเร็จ มาดูกันเลยว่าเขาผ่านอะไรมาบ้างกับทีมสิงโตคำราม

เวย์น รูนี่ย์ เริ่มต้นติดทีมชาติอังกฤษครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2003 ในฐานะกองหน้าดาวรุ่งพุ่งแรงวัย 17 ปี จากสโมสร เอฟเวอร์ตัน โดยเป็นเกมอุ่นเครื่องกับออสเตรเลีย จากนั้นเขาก็มาบันทึกสถิติเป็นผู้เล่นสิงโตคำรามอายุน้อยที่สุดที่ซัดประตูได้ ด้วยวัย 17 ปี กับอีก 317 วัน ในเกมบุกเอาชนะมาเซโดเนีย ในศึก ยูโร 2014 รอบคัดเลือก

ใครก็ตามที่ได้ติดตามฟุตบอลยุคนั้นคงจะทราบว่า รูนี่ย์ นั้นเป็นเด็กหนุ่มที่น่าจับตามองขนาดไหน นั่นทำให้สโมสรดังอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องคว้าตัวเขาไปร่วมทีมช่วงต้นฤดูกาล 2004/05 ขณะที่ในนามทีมชาติ เขาก็ค่อยๆ ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักที่ทีมขาดไม่ได้ไปแล้ว

ดาวรุ่งผู้เกิดที่ ลิเวอร์พูล มีโอกาสได้ลุยทัวร์นาเม้นท์ใหญ่ครั้งแรกในศึก ยูโร 2004 และก็เป็นอีกครั้งที่เขาสร้างชื่อด้วยการเป็นนักเตะอายุน้อยสุดที่ยิงได้ในรายการนี้ แม้ว่าสถิติดังกล่าวจะคงอยู่ได้เพียงแค่ 4 วันก็ตาม รวมแล้วในรายการนี้ รูนี่ย์ ยิงประตูไปทั้งหมด 4 ลูก จากการลงสนาม 4 เกม พร้อมกับมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นท์ของ ยูฟ่า

ฟุตบอลโลก 2006 รูนี่ย์ กลายเป็นประเด็นฮือฮาเมื่อถูกไล่ออกในเกมรอบก่อนรองชนะเลิศกับโปรตุเกส จากจังหวะที่ไปเข้าปะทะหนักใส่ ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ ก่อนที่เพื่อนร่วมทีมปีศาจแดงของเขาอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะเข้ามาโวยวายกับผู้ตัดสิน และเมื่อใบแดงถูกชูขึ้นมาจากผู้ตัดสิน เขาก็ขยิบตาไปที่ซุ้มม้านั่งสำรองของโปรตุเกส ทำให้สื่อต่างๆ พากันเล่นข่าวถึงความไม่ลงรอยของ 2 คนนี้

อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ก็ไม่ได้ผิดใจกันเลยแม้แต่น้อย แถมเมื่อกลับมาเล่นในระดับสโมสร ต่างคนต่างก็โชว์ฟอร์มเก่ง เล่นกันได้เข้าขารู้ใจ จนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ประกาศศักดาคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ถึง 3 สมัยซ้อน อีกทั้งยังได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครอบครองอีกด้วย

รูนี่ย์ ได้รับเสื้อหมายเลข 10 ในนามทีมชาติไปสวมใส่จากกุนซือในตอนนั้นคือ ฟาบิโอ คาเปลโล่ สำหรับใส่ทำศึก ฟุตบอลโลก 2010 แต่ก็ถือว่าโชคร้ายที่ผลงานของทีมสิงโตคำรามในรายการนี้ไม่ดีเอาเสียเลย ขณะที่ รูนี่ย์ ก็ซัดประตูไม่ได้สักลูก ทำให้แฟนๆ ถึงกับโห่ใส่กันเลยทีเดียว

ฟอร์มของเขาในรายการใหญ่ยังไม่กระเตื้องขึ้นในศึก ยูโร 2012 จนถูกสื่อวิจารณ์อย่างหนักหน่วง ขณะที่ คาเปลโล่ ก็ออกมายอมรับว่าบางทีตัวนักเตะอาจจะเล่นดีเฉพาะกับที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เท่านั้นก็ได้

แต่ว่า รูนี่ย์ ก็ยังคงเป็นแกนหลักของทีมมาอย่างต่อเนื่อง ในเกม ฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก เมื่อปี 2012 ที่พบกับ ซาน มาริโน เขาได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติในเกมระดับแข่งจริงเป็นครั้งแรก จากนั้นในการแข่งขันรอบสุดท้าย เขาก็สามารถทำประตูแรกใน ฟุตบอลโลก ได้สักที โดยเป็นเกมที่แพ้ต่ออุรุกวัย 1-2

รูนี่ย์ ได้รับเกียรติเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษอย่างถาวรหลังทัวร์นาเม้นท์ดังกล่าว เนื่องจาก สตีเว่น เจอร์ราร์ด ได้ประกาศอำลาทีมชาติ ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ได้แสดงถึงความเป็นผู้นำออกมาในหลายโอกาส

การติดทีมชาติครบ 100 เกมของ รูนี่ย์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2014 เป็นเกม ยูโร 2016 รอบคัดเลือก พบกับสโลวีเนีย จากนั้นในปีต่อมาเขาก็ทาบสถิติดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติ ที่จำนวน 49 ประตู เท่ากับ เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ก่อนที่จะแซงหน้าไปจนได้ในภายหลัง (ซึ่งในท้ายที่สุดก็มาจบเอาที่จำนวน 53 ประตู ก่อนหน้าเกมอำลาทีมชาติ)

รูนี่ย์ ถูกปรับเปลี่ยนบทบาทในสนามจากกองหน้ามาเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางให้กับอังกฤษ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะในระดับสโมสร เขาถูกถอยให้มายืนตรงพื้นที่กลางสนามมากขึ้นด้วย ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาถนัดที่สุด แต่ก็ถือว่าทำได้ดี

ปี 2016 รูนี่ย์ ได้รับหมวกทีมชาติใบที่ 116 ในเกม ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก พบกับสโลวาเกีย ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นตำแหน่งเอาท์ฟิลด์ที่ติดธงอังกฤษมากที่สุดตลอดกาลไปในทันที แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ประกาศว่าจะอำลาทีมชาติหลังจบการแข่งขันรอบสุดท้ายที่รัสเซีย แต่ว่ามันก็กลายเป็นรายการที่เขาไม่ได้มีส่วนร่วม เพราะไม่ได้เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ติดทีมสม่ำเสมอภายใต้การคุมทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ทำให้ รูนี่ย์ ตัดสินใจเลิกเล่นทีมชาติก่อนกำหนด แม้ว่าทาง เซาธ์เกต จะต้องการให้เขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมด้วยก็ตาม

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีการยืนยันว่า รูนี่ย์ จะคัมแบ็คทีมชาติอังกฤษ เพื่อลงสนามเป็นครั้งสุดท้ายในเกมอุ่นเครื่องกับสหรัฐอเมริกา โดยจะเตะกันที่ เวมบลีย์ ในวันที่ 15 พฤศจิกายน และถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ได้เรียกร้องอะไรมากนัก แต่ เซาธ์เกต ก็มีความเข้าใจสถานการณ์เพียงพอที่จะยกเสื้อหมายเลข 10 ให้เขาสวมใส่อีกครั้ง

ถือเป็นการให้เกียรติผู้เล่นที่รับใช้ประเทศชาติอย่างจงรักภักดีมาโดยตลอด แม้ว่าจะประสบความสำเร็จถึงขั้นคว้าแชมป์อะไรเลยก็ตาม

ขออนุญาตใช้เนื้อหา