เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ไทยลีก ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก

ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก : ผู้คุมอนาคต “กิเลนผยอง”

Home / sport variety / ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก : ผู้คุมอนาคต “กิเลนผยอง”

“จะไหวหรอ” “เมืองทองถังแตกแล้ว” “เมืองทองไม่ตกชั้นแน่นอน” ฯลฯ คอมเมนต์ของแฟนบอลทั่วสารทิศที่แสดงความคิดเห็นยังสื่อโซเซียลเกือบทุกแห่งที่ลงข่าวการเปิดตัวกุนซือคนใหม่ของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่ส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นว่า “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก จะพา “กิเลนผยอง” ประสบความสำเร็จ

ก่อนที่จะมีการเปิดตัว “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก อย่างเป็นทางการเมื่อ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา แฟนบอลส่วนใหญ่ก็รู้อยู่แล้วว่า กุนซือคนใหม่ของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เป็นใคร หลังจากกุนซือผู้ได้สมยานามว่า “คนจนผู้ยิ่งใหญ่” ไปออกสื่อในเครือของ สยามสปอร์ต บ่อยครั้ง

มีการวิจารณ์และตั้งข้อสงสัยกันอย่างมากว่า เพราะอะไร ? เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ถึงเลือก “โค้ชเบ๊” มาคุมทัพ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้สโมสรจะเลือกโค้ชเข้ามาแต่ละคนก็เรียกว่าต้องดูดีมีระดับ แต่ภาพลักษณ์ของ “โค้ชเบ๊” ดูไม่เหมาะสมกับสโมสรสักเท่าไหร่

ซึ่งก็คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว เมื่อ บอร์ดบริหารของทีมตัดสินใจลองใช้ “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก แล้ว นั้นก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า กุนซือคนนี้ไม่ธรรมดา

อดีตนักเตะของ โอสถสภาฯ ที่ค้าแข้งกับ “พลังเอ็ม” ทีมเดียวตลอดการค้าแข้ง เขาอาจจะไม่ใช่นักเตะที่โด่งดังมีชื่อเสียงมากนักสำหรับแฟนบบอลไทย แต่สำหรับสโมสร โอสถสภาฯ ไพโรจน์ บวรวัฒดิลก คือตำนานอีกหนึ่งคนของทีม

ขณะที่งานด้านโค้ช ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก ก็เริ่มต้นก่อนใครในบรรดากุนซือรุ่นเดียวกัน เมื่อสมัยที่เขายังเป็นนักฟุตบอลของโอสถสภาฯ ก็ได้รับมอบหมายให้ไปคุมทีมเยาวชน ตั้งแต่ยังเป็นนักเตะดาวรุ่งของทีม

อาจจะเป็นความโชคดีของ “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก ที่บรรดานักเตะโอสถสภาฯ ยุคนั้น ซ้อมบอลเสร็จแข่งบอลเสร็จ ก็อยากจะกลับบ้าน จึงไม่มีใครอาสารับงานคุมทีมเยาวชน สุดท้ายงานดังกล่าวจึงตกมาอยู่ที่ “โค้ชเบ๊”

นั้นก็ทำให้เขาได้ซึมซับศาสตร์การเป็นผู้ฝึกสอนตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ จากการคุมทีมเยาวชน 12 ปี ก็ขยับพัฒนาเรื่อยๆ จนคุมทีมเยาวชนของ โอสถสภาฯ ครบทุกชุด นั้นก็ทำให้ “โค้ชเบ๊” ค่อนข้างที่จะสนิทกับนักเตะรุ่นน้องที่เคยถ่ายทอดวิชาลูกหนังให้

ในช่วงปลายค้าแข้งเขาก็ถูกดันขึ้นมาเป็นผู้ช่วยโค้ชโอสถสภาฯ ที่ได้เรียนรู้งานจากทั้ง “น้าชัช” ชัยชัย พหลแพทย์ และ “ขงเบ้งลูกหนัง” อ.อาจหาญ ทรงงามทรัพย์ ก่อนที่จะก้าวสู่ตำแหน่งเฮดโค้ชใหญ่ของโอสถสภาฯ ในปี 2010 ที่ก็สามารถพาทีมเกาะกลุ่มหัวตารางได้ตลอด

ปี 2013 “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก ได้มีโอกาสรับใช้ชาติครั้งแรกด้วยการเป็นผู้ช่วยโค้ชทีมชาติไทย ก่อนจะได้คุมทีมเยาวชน 23 ปี ชุดเฉพาะกิจไปสู้ศึก แม่โขงคัพ ที่ประเทศกัมพูชา และก็สามารถพาทีมคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ

ปี 2014 ก็กลับมารับงานสโมสรอีกครั้งหนึ่งด้วยการคุมทีม “กระทิงเหล็ก” บางกอก เอฟซี ทีมระดับดิวิชั่น 1 ที่พาทีมคว้าอันดับ 4 เกือบได้สิทธิ์เลื่อนชั้นสู่ไทยลีก

และปีที่สร้างชื่อให้กับ “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก มากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นปี 2015 เมื่อเข้าไปรับงานสุดท้ายท้ายด้วยการคุมทีม สระบุรี เอฟซี ทีมบ๊วยของตารางไทยลีกที่ใครๆก็บอกว่าพวกเขาตกชั้นแน่นอน และไม่มีทางที่จะรอดได้ เนื่องจากปัญหาต่างๆมากมายในทีมยากที่จะแก้ไข

สุดท้าย “โค้ชเบ๊” ก็ทำเรื่องที่ไม่มีใครคิดว่าเขาจะทำได้ นั้นก็คือพาทีม สระบุรี เอฟซี รอดตกชั้นอย่างเหลือเชื่อ แต่ก็น่าเสียดายที่สระบุรี เอฟซี ไม่สามารถอยู่ต่อในไทยลีกได้เนื่องจากปัญหาเรื่องสภาพคล่องทางด้านการเงิน รวมไปถึงปัญหาของฝ่ายจัดการแข่งขันที่ทำให้สโมสรตัดสินใจยุบทีม

ชื่อเสียงของ “โค้ชเบ๊” เริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น จากนั้นเขาก็ย้ายไปคุมทีม บีบีซียู ก่อนจะไปอยู่กับ สุโขทัย เอฟซี ที่พาทีมรอดตกชั้นได้เหมือนเดิมรวมไปถึงการเป็นกุนซือที่มักจะมีวาทะเด็ดออกมาเสมอ จึงกลายเป็นขวัญใจแฟนบอลทีมที่เขาคุมรวมไปถึงทีมอื่นๆด้วย

หลังจากแยกทางกับ สุโขทัย เอฟซี “โค้ชเบ๊” ก็มาคุมทีม สุพรรณบุรี เอฟซี ทีมเงินหนาแต่ผลงานไม่ดีที่ต้องดิ้นรนหนีตกชั้นในปีที่ผ่านมา สุดท้าย “โค้ชเบ๊” ก็ใช้ประสบการณ์ที่มีพาทีมรอดตกชั้น จนกลายเป็นกุนซือที่มีชื่อเสียงในด้านพาทีมตกชั้น

การเป็นกุนซือที่เก่งเรื่องพาทีมหนีตกชั้นดูจะขัดแย่งกับการรับงานคุมทัพ “กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ทีมที่มีเป้าหมายชัดเจนในทุกๆปี นั้นก็คือการคว้าแชมป์ลีกมาครองให้ได้ ก็ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่า “โค้ชเบ๊” จะประสบความสำเร็จในถิ่น เอสซีจี สเตเดี้ยม

นี่จึงถือเป็นเรื่องแปลกใหม่และท้าทายสำหรับทั้งสอง โดย “โค้ชเบ๊” จะได้คุมทีมใหญ่ครั้งแรกในชีวิตการทำงานด้านโค้ช ขณะที่ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด นี่ก็จะเป็นกุนซือโนเนมคนแรกของสโมสร (ไม่นับพวกผู้ช่วยโค้ชที่ขึ้นมาขัดตาทัพ)

เวลาเท่านั้นที่จะเป็นคำตอบสำหรับ ผลงานของ “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก ในภารกิจนายใหญ่ “กิเลนผยอง”