บาสเกตบอล เลบรอน เจมส์ โมโน แวมไพร์ โรเมโอ ทราวิส

โรเมโอ ทราวิส แห่ง โมโน แวมไพร์ : เส้นทางอาชีพที่แตกต่างจาก เลบรอน เจมส์ เพื่อนรัก

Home / sport variety / โรเมโอ ทราวิส แห่ง โมโน แวมไพร์ : เส้นทางอาชีพที่แตกต่างจาก เลบรอน เจมส์ เพื่อนรัก

ย้อนไปเมื่อเดือนมกราคม ขณะที่สถานการณ์ในศึก อาเซียน บาสเกตบอล ลีก (ABL) ของ โมโน แวมไพร์ กำลังย่ำแย่ พวกเขาก็ได้เซ็นสัญญาผู้เล่นอิมพอร์ตคนหนึ่งเข้าสู่ทีม นั่นก็คือ โรเมโอ ทราวิส

อันที่จริงแล้วในวันนั้นทีมค้างคาวอมตะก็ได้คว้าตัว ไทเลอร์ แลมบ์ เข้ามาอีกคนด้วย นี่คือผู้เล่นที่แฟนยัดห่วงชาวไทยต่างก็คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ผิดกับ ทราวิส ที่ยังไม่เคยผ่านประสบการณ์การเล่นอาชีพในบ้านเรามาก่อน ทำให้เริ่มมีการสืบค้นประวัติความเป็นมาของพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ดวัย 34 ปีรายนี้ และก็พบข้อมูลที่น่าสนใจว่าเขาเป็นเพื่อนสนิทกับ เลบรอน เจมส์ ดาวดังแห่ง NBA ที่ต่อให้เป็นคอกีฬาที่ไม่ได้ติดตามวงการบาสเกตบอลก็น่าจะเคยได้ยินชื่อเขาผ่านหูกันมาบ้าง

เลบรอน เจมส์ เพื่อนสนิทผู้กลายเป็นดาวดังระดับโลกไปแล้ว

“เขาเป็นคนที่ดี ผมเองก็ไม่รู้หรอกนะครับว่าผู้คนมองเขาอย่างไร แต่นอกสนามแล้วเขาเป็นคนที่ดีมาก เขาเป็นคนที่ปฏิบัติต่อผู้อื่นยอดเยี่ยมมาก ทุกๆ คนก็คงรู้อยู่แล้วใช่ไหมครับว่าเขาเป็นนักบาสเกตบอลที่เก่ง แต่ในฐานะคนคนหนึ่งแล้ว เขาก็เป็นคนที่ดีมากด้วยเช่นกัน” จอมยัดห่วงชาวอเมริกัน-มาเซโดเนียนเล่าถึงความสนิทสนมของเขากับ เจมส์ ซึ่งเคยเล่นบาสเกตบอลเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาสมัยไฮสคูลที่ เซนต์ วินเซ็นต์ – เซนต์ แมรี่ส์ ซึ่งปัจจุบันเป็นทีมที่มีรังเหย้าสุดโอ่อ่าชื่อ เลบรอน เจมส์ อารีน่า ที่มาจากการมอบเงินทุนก่อสร้าง 1 ล้านเหรียญ จากสตาร์ดัง ลอส แอนเจลีส เลเกอร์ส

“ทุกวันนี้ผมกับเขาก็ยังติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ นะ เรามีกรุ๊ปแชทของทุกคนในสมัยไฮสคูล เราก็มีคุยกันอยู่บ้างประมาณ 1-2 ครั้ง ทุกๆ หลายสัปดาห์”

ทราวิส (คนที่ 2 จากซ้าย) และ เจมส์ (คนขวาสุด) ส่วนหนึ่งของศิษย์เก่าดีเด่นแห่ง เซนต์ วินเซ็นต์ – เซนต์ แมรี่ส์

จุดเริ่มต้นในเส้นทางสายอาชีพบาสเกตบอลของ ทราวิส และ เจมส์ นั้นเรียกได้ว่าคล้ายกัน โดยทั้งคู่ต่างก็เกิดที่แอครอน รัฐโอไฮโอ ก่อนที่จะคว้าแชมป์ในระดับไฮสคูลร่วมกันเมื่อปี 2003 แต่หลังจากนั้นเมื่อทุกอย่างเริ่มจริงจังมากขึ้น โชคชะตาของเพื่อนสนิทคู่นี้ก็แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง เจมส์ ถูกดราฟท์เข้าสู่ทีม คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ในปีนั้นเอง ขณะที่ ทราวิส ซึ่งรอเรียนจบในระดับมหาวิทยาลัยที่ ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ แอครอน ก่อนเข้าสู่การดราฟท์เมื่อปี 2007 กลับเป็นผู้เล่นที่ไม่ได้ถูกทีมใดๆ เลือกเลย

“ผมเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะถูกดราฟท์อยู่แล้วครับ มันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรขนาดนั้นสำหรับผม ผมเองก็เล่นได้ดี แต่ก็รู้ตัวว่ามันไม่ได้ดีเพียงพอ ดังนั้นมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรนักหรอกครับ ผมเป็นคนที่มองตัวเองตามความเป็นจริง ผมมีเป้าหมายที่ชัดเจนในอาชีพของผม การที่ไม่ได้ถูกดราฟท์เข้าสู่ NBA จึงไม่ได้กระทบอะไรกับผมเลย”

ทราวิส ยอมรับสถานการณ์ว่าอาชีพยัดห่วงของเขาคงไม่ได้สวยหรูเหมือนอย่างเพื่อนสนิท แต่อย่างน้อยฝีมือที่ไม่ธรรมดาก็ทำให้เขาหาทีมเล่นอาชีพจนได้ เพียงแต่ว่าต้องไปเล่นกันข้ามทวีปถึงประเทศสเปน

“เอเยนต์ของผมบอกว่ามันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผมแล้วในตอนนั้น สำหรับการที่จะเริ่มต้นเล่นอาชีพที่ยุโรป แต่อันที่จริงแล้วมันก็ค่อนข้างแย่อยู่ครับ เพราะว่าผู้จัดการทั่วไปเป็นคนเลือกผู้เล่น โค้ชไม่ได้เป็นคนเลือก” ทราวิส เล่าถึงประสบการณ์เล่นอาชีพครั้งแรกกับสโมสรเล็กๆ ในแดนกระทิงดุอย่าง กันตาเบรีย โลโบส

“บางคนอาจจะไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอย่างไร มันก็คือโค้ชมีผู้เล่นเพียบเลยที่เขาไม่ได้ต้องการตัวจริงๆ มันจึงกลายเป็นเรื่องยากสำหรับผู้เล่นที่ต้องเล่นให้กับโค้ชที่ไม่ต้องการตัวเขา ส่วนทีมในตอนนั้นก็ผลงานค่อนข้างแย่ รู้สึกว่าจะตกชั้นด้วย”

ด้วยสถานการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ทำให้ ทราวิส ต้องย้ายสโมสร ซึ่งหลังจากนั้นจะพูดว่าเป็นการพเนจรไปทั่วยุโรปก็ได้ เพราะนอกจากที่สเปนแล้ว เขาก็ไปเล่นที่เยอรมัน กระทั่งมาประสบความสำเร็จสุดๆ กับ ฮาโปเอล กิลโบอา กาลิล ที่อิสราเอล ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าเป็นประเทศที่เขาชื่นชอบที่สุดบนโลกใบนี้

“ผมรักมันเลยล่ะครับ เป็นประเทศที่ผมชอบที่สุดในโลก ผู้คนมีความอบอุ่น นิสัยดีกันมาก อาหารก็สดเหลือเกิน ถือเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมสำหรับผม ผมสนุกมากตอนไปเล่นที่นั่น ผมหวังว่าสักวันจะได้กลับไปที่นั่นอีกครั้ง”

แต่ถึงแม้ว่า ทราวิส จะสอยรางวัลเป็นว่าเล่น ทั้งติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของลีกอิสราเอล, ได้รางวัลฟอร์เวิร์ดแห่งปี และอื่นๆ อีกมากมาย แต่เขากลับไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นซูเปอร์สตาร์เลย เขากล่าวว่า “ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นดาวดังอะไรขนาดนั้นหรอกครับ ตอนที่ผมอยู่นั่นผมมีอาชีพที่ไปได้สวย มีช่วงเวลาที่ดี ทั้งในสนามและนอกสนาม ผมมีแต่ผู้คนดีๆ รายล้อม ผมมีความสุขมากกับการใช้ชีวิตที่นั่น”

การเดินทางรอบโลกของเขาไม่ได้สิ้นสุดลงแค่นี้ หลังจากสร้างชื่อกระหึ่มที่อิสราเอล ทราวิส ก็ได้โยกย้ายไปเล่นที่ลีกโครเอเชีย, ยูเครน, รัสเซีย, ฟิลิปปินส์ และฝรั่งเศส ซึ่งเขาก็ยอมรับว่ารู้สึกประทับใจประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างฟิลิปปินส์มากที่สุด จากประสบการณ์การรับใช้สโมสร อลาสก้า เอสเซส และล่าสุดก็คือ แม็กโนเลีย ฮอตช็อตส์ ก่อนที่จะถูก โมโน แวมไพร์ ดึงตัวเข้ามา

ทราวิส พูดถึงความคลั่งไคล้กีฬาบาสเกตบอลของชาวปินอยว่า “พวกเขารักบาสเกตบอลมากเลยครับ มันคือกีฬาอันดับหนึ่งที่ฟิลิปปินส์ พวกเขาปฏิบัติกับคุณดีมาก เวลาคุณไปเดินห้าง จะมีคนมาขอถ่ายรูป 20-30 ครั้งได้ มันเป็นกีฬาที่เป็นที่นิยมสุดๆ ทุกคนรู้ว่าคุณคือใคร สำหรับผมแล้วมันก็มีทั้งแง่ดีและแง่ร้าย”

“บางครั้งผมก็แค่อยากเดินห้างกับภรรยาและลูกๆ ของผม แต่มันก็เหมือนถูกรบกวน เพราะมีคนตั้ง 30 คนต้องการมาขอถ่ายรูปด้วย แต่ในขณะเดียวกันมันก็ดีนะที่แฟนๆ รู้ว่าคุณคือใคร พวกเขาติดตามบาสเกตบอลกันแบบจริงจัง เป็นแฟนกีฬาตัวจริงเลย ดังนั้นมันก็มีทั้งแง่ดีและแง่ร้ายนั่นแหละ โดยรวมก็ถือว่าผมมีความสุขกับช่วงเวลาที่ฟิลิปปินส์ครับ”

ทราวิส ในชุดแข่ง แม็กโนเลีย ฮอตช็อตส์

เขาเน้นย้ำเสมอว่าได้รับความรักเป็นอย่างมากจากแฟนๆ บาสเกตบอลที่ฟิลิปปินส์ แต่ถึงกระนั้นในเส้นทางสายอาชีพก็ทำให้เขาต้องย้ายประเทศอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้เป็นที่ประเทศไทย หลังจากที่ทีมค้างคาวอมตะตัดสินใจเสริมทัพผู้เล่นอิมพอร์ตเข้ามาแทนที่โควต้าของ เจสัน บริคแมน ที่แยกทางกับทีมไป

การย้ายประเทศไปมาแบบนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ลำบากอะไรนัก ถ้าหากว่าคุณไม่ได้มีครอบครัวและมีลูกๆ ถึง 4 คนเหมือนอย่าง ทราวิส ซึ่งเขาก็ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกัน เพราะเด็กๆ นั้นจำเป็นต้องได้รับการเรียนที่เหมาะสม และการย้ายไปย้ายมาอยู่เรื่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่นักกับพัฒนาการในตัวเด็ก โดยเฉพาะเคสของลูกชายที่เขากำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจว่าจะให้อยู่ที่ไทยด้วยหรือว่าให้กลับบ้านดี

อย่างไรก็ตาม สำหรับตัว ทราวิส เองแล้ว ต้องบอกว่าเรื่องของการปรับตัวเข้ากับประเทศใหม่ๆ นั้นเขาทำได้ดีไม่เป็นสองรองใคร เขากล่าวว่า “การที่ต้องไปเล่นในหลายๆ ประเทศ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเมื่อคุณย้ายไปยังสถานที่ใหม่ คุณก็จะต้องไปแบบเปิดใจ คุณเข้าใจใช่ไหมครับว่านั่นไม่ใช่บ้านของคุณ มันเป็นประเทศของพวกเขา คุณจำเป็นต้องยอมรับวัฒนธรรมของพวกเขา ทำความเข้าใจมัน ลองดูว่าอะไรที่มันเข้ากับคุณได้บ้าง แล้วนำมาปรับใช้”

“ตอนนี้ที่ประเทศไทยก็ถือว่าไปได้ดีครับ ผมชอบการใช้ชีวิตที่นี่ ผมอาศัยอยู่ที่นิชาดาธานี มันเป็นสถานที่ที่สะดวกสบายสำหรับภรรยาของผม ครอบครัวของผม สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดสำหรับผมก็คือเรื่องแท็กซี่ ผมไม่ค่อยชอบเวลาต้องโบกแท็กซี่ไปไหนต่อไหน ผมไม่ค่อยคุ้นกับมันเท่าไหร่ รู้สึกว่ามันไม่ค่อยสะดวกนัก ผมชอบการโดยสารแบบอื่นมากกว่า แต่นอกเหนือจากนี้แล้ว ผมก็ไม่มีอะไรที่ไม่พอใจเลย”

ทราวิส กับบทบาทคุณพ่อลูก 4

ทราวิส แทบไม่ต้องเสียเวลาปรับตัวกับการใช้ชีวิตที่เมืองไทย ขณะเดียวกันกับทีมใหม่อย่าง โมโน แวมไพร์ ก็ดูเหมือนว่าเขาไม่ต้องใช้เวลามากมายเลยในการสร้างความคุ้นเคย ผลงานที่ผ่านมาได้บ่งบอกอย่างชัดเจนแล้ว เขาช่วยให้ทีมมีความลงตัวมากขึ้น กระทั่งกลับมาโลดแล่นไปได้ไกลในการแข่งขัน ABL

แต่ก็ไม่ใช่แค่ตัวเขาคนเดียวที่ทำให้ทางสโมสรพลิกฟอร์มกลับมาผงาดสมกับฉายาค้างคาวอมตะ เจ้าของส่วนสูง 2 เมตรยังได้ให้เครดิตไปถึงแฟนๆ ด้วย “ทุกๆ ครั้งที่พวกคุณมาชมเกม มาตะโกนส่งเสียงเชียร์ สร้างความกดดันให้กับอีกทีมและกรรมการ ในบางครั้งที่เราเล่นได้ไม่ดี เราก็ต้องการเสียงเชียร์เหล่านั้น ในฐานะผู้เล่นแล้ว เราสัมผัสถึงพลังงานที่ส่งเข้ามาได้ เราสัมผัสได้ในเวลาที่แฟนๆ เสียใจ ในเวลาที่พวกเขาไม่ค่อยอิน แต่เราก็สัมผัสได้เช่นกันในเวลาที่แฟนๆ บ้าคลั่งและตื่นเต้นไปกับเกม คอยกดดันกรรมการและผู้เล่นฝั่งตรงข้าม”

“ผมเองก็สนุกไปกับมัน ถ้าคุณได้ไปดูเทปของเกมที่ผ่านมา คุณจะเห็นได้ว่ากล้องจับภาพไปที่อารมณ์เกรี้ยวกราดของแฟนๆ พวกเขาบ้าคลั่งและตื่นเต้นไปกับการแข่งขัน พวกเราในฐานะนักกีฬาก็อยู่เพื่อสิ่งนี้แหละ เราเล่นด้วยหัวใจ และผู้คนก็รักมัน”

ถึงแม้ว่าเส้นทางสายอาชีพของ ทราวิส จะแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงกับ เจมส์ เพื่อนรักของเขา แต่อย่างน้อยจิตวิญญาณแห่งความเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลของทั้งคู่ก็ไม่ได้ห่างไกลกันเลย…

ยังคงเป็นมาเหมือนสมัยไฮสคูล เล่นมันด้วยหัวใจ แล้วก็จะได้ความรักเป็นสิ่งตอบแทนกลับมา