บาร์เซโลน่า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ลิเวอร์พูล วิเคราะห์หลังเกม หงส์แดง

ขนร่วงตามสภาพ : เปิดโปง 5 จุดบอดทำ หงส์แดง โดน ต่างดาว จัด “ทริปเปิ้ลคิล” UCL ยกแรก

Home / sport variety / ขนร่วงตามสภาพ : เปิดโปง 5 จุดบอดทำ หงส์แดง โดน ต่างดาว จัด “ทริปเปิ้ลคิล” UCL ยกแรก

หลังจากที่ ลิเวอร์พูล เพิ่งหัวคะมำบุกไปพ่าย บาร์เซโลน่า ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ (นัดแรก) ที่สนาม คัมป์ นู ด้วยสกอร์ขาดกระจุยถึง 3-0 จากการพังประตูของอดีตศิษย์เก่าอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ และตัวบอสต่างดาว ลิโอเนล เมสซี่ เบิ้ลคนเดียวสองตุงเด็ดปีก “หงส์แดง” กลับถิ่น แอนฟิลด์ ก่อนไปเจอกันในยกสองด้วยอาการสาหัสพอสมควร

โดยเกมนี้ เจอร์เกน คล็อปป์ ถือว่าทำเอาสาวก “เดอะค็อป” ที่อุตส่าห์ตื่นขึ้นมาเชียร์ทีมรักในช่วงกลางดึกประหลาดใจไปตามๆกัน เมื่อบอสใหญ่ชาว เยอรมัน ตัดสินใจส่ง จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ลงไปยืนเป็นศูนย์หน้าตัวเป้า(แทน ฟีร์มิโน่ มีชื่อบนม้านั่งสำรอง/ไม่ฟิตเต็มร้อย) ซึ่งผลงานโดยรวมของ ซีดุม คือไม่สามารถสร้างได้แม้กระทั่งรอยขีดข่วนให้กับแนวรับ “เจ้าบุญทุ่ม” แถมยังได้ยืนผงาดง้ำอยู่ในสนามแบบงงๆเป็นเวลานานถึง 78 นาทีด้วยกัน

ซึ่งวันนี้เรามาดุกันว่าความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงในรอบ รองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ประจำฤดูกาล 2018/19 ของ ลิเวอร์พูล ในเกมบุกไปแพ้ บาร์เซโลน่า เลกแรกแบบเละเทะนั้นมีอะไรกันบ้าง.. โดยสามารถแบ่งออกให้เห็นชัดๆได้ถึง 5 จุดด้วยกัน

5 จุดบอดสำคัญพา “หงส์แดง” แพ้ “ต่างดาว” ยับเยิน

1.) ไวจ์นัลดิน ซีดุม

– การถูกเจ้านายยัดเยียดให้ขึ้นยืนไปเป็นศูนย์หน้าตัวเป้าของ “กองกลาง” ชาวดัตช์ในค่ำคืนแห่งความชอกช้ำครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในความผิดพลาดอันใหญ่หลวงของ เจอร์เกน คล็อปป์ ที่กล้าลองดีในแมต์ที่มีมูลค่าสูงขนาดนี้อย่างชัดเจน

โดยถ้าหากมองอีกหนึ่งทางเลือกแจ่มๆในยามที่ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ สังขารไม่พร้อมลงสนามก็คือการขยับ เดอะแบก ซาลาห์ ที่สามารถพักบอล รวมไปถึงรู้จักวิ่งทำทางในแบบฉบับ “ศูนย์หน้า” และดันใครบางคนไปยืนริมเส้น(อย่างที่เคยทำมาในช่วงก่อนหน้านี้..) น่าจะสร้างความหนักใจให้กับสองคู่หู ปิเก้ และลองก์เลต์ ได้มากกว่า ไวจ์นัลดุม ที่เพิ่งจะเริ่มซุ่มซ้อมมาแค่ไม่กี่ครั้งอย่างแน่นอน

2.) ผู้เล่นแห่งปี PFA 2019 !!

– ประตูแรกที่ “หงส์แดง” โดน หลุยส์ ซัวเรซ ใช้โปรซัดทีมเก่าหากมองเผินๆอาจดูเหมือนเป็นความผิดพลาดของ โจเอล มาติป ที่ปล่อยให้ “ดาวยิงฟันล้ำหน้า” หลุดไปล้มตัวแหย่เท้าเปลี่ยนทางบอลเข้าไปอย่างง่ายดาย แต่ความเป็นจริงหากมองจากภาพช้าทั้งที่ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค มองเห็น ซัวเรซ อยู่ด้านหน้า แต่เจ้าตัวกลับขาสั่นยืนนิ่งและปล่อยให้ผู้เล่นในตำแหน่ง “ศูนย์หน้าตัวเป้า” ของฝั่งตรงข้ามวิ่งไปที่จุดนัดพบแบบไร้คนประกบอย่างสบายใจเฉิบ(ซะอย่างนั้น..)

3.) ยอดคุญปู่สังเกตการณ์”

– ภาพรวมตลอด 84 นาทีของ คุญปู่สังเกตการณ์ รายนี้ ถือว่ายังคงรักษามาตรฐานความถึกได้ดีเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ทำให้แผงกองกลางของ “หงส์แดง” แลดูไม่ต่างจาก ต้มจืด ก็คือการที่ เจอร์เกน คล็อปป์ มักจะส่งผู้เล่นมากประสบการณ์รายนี้ลงมาประคองเกมในแมตช์ใหญ่ๆ แต่ปัจจัยสำคัญคือดันลืมไปว่าขีดความร้ายกาจของฝีเท้า มิลเนอร์ ณ ปัจจุบัน ไม่สามารถสร้างความแตกต่างใดๆในเกมได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะเมื่อต้องมาเจอผู้เล่นที่มีทักษะแพรวพราวของ “ต่าวดาว” เข้าไปก็ไม่ต่างอะไรจากคุณปู่ที่คอยวิ่งไล่ตามดูหลานๆฉายแสงแบบไม่มีวันหมดแรงนั่นเอง..

4.) ขยันผิดที่ 10 ปีก็ไม่เก่ง..

– อีกหนึ่งแนวรับอนาคตไกลที่พักหลังกำลังถูก เจ้านาย ยัดเยียดงานไม่ถนัดให้ทำเป็นประจำ.. น่าเสียดายที่หลังจากหายเดี้ยงกลับมาเจ้าตัวยังไม่ได้รับความไว้วางใจให้ลงเล่นตำแหน่งสร้างชื่อก็คือ เซ็นเตอร์แบ็ค คู่กับ ฟาน ไดจ์ค

ซึ่งสาเหตุที่ต้องยกเจ้าหนู โกเมซ ขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดบอดสำคัญก็คือแมตช์นี้ โม ซาลาห์ ค่อนข้างสร้างความปั่นป่วนในตำแหน่งปีกฝั่งขวาให้กับแนวรับ “ต่างดาว” ได้ค่อนข้างเยอะ แต่จังหวะสำคัญๆดันขาดความเฉียดคมในการเปิดบอลเข้าไปในพื้นที่อันตรายแบบสั่งได้ของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ซึ่ง โกเมซ แม้จะเล่นได้เกมรับได้อย่างแจ่มจรัศ แต่ยังเป็นรอง เทรนท์ ในเรื่องของการขึ้นไปเติมเกมรุกอยู่หลายขุม

5.) คนต้นเรื่อง!!

– ปัจจัยหลักที่ทำให้ “หงส์แดง” ต้องกลับออกมาจากยาน คัมป์ นู ด้วยสภาพขนร่วงเกรียวกราวแบบนี้ ส่วนสำคัญมาจากการวางหมากของ เจอร์เกน คล็อปป์ ที่จัดทีมมาเน้น “ต่อให้แพ้ แต่ก็เสียน้อย” ด้วยการส่ง โจ โกเมซ ลงมาเสริมใยเหล็กในตำแหน่ง แบ็คซ้าย..

..แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือโดน บาร์เซโลน่า แก้เกมแบบเด็ดดวงไป 1 ดอก ด้วยการเมินฝั่งขวา (โกเมซ) ไม่ค่อยเอาบอลไปเล่นในตำแหน่งดังกล่าว.. และเลือกมุ่งหน้าเจาะตั้งแต่ตรงกลางระหว่างแผง มิดฟิลด์ ที่มีความเชื่องช้าทั้งสาม ฟาบินโญ่, มิลเนอร์, เฮนเดอร์สัน โดยใช้บอสต่างดาวอย่าง เมสซี่ เป็นคนคอยทะลุทะลวงแบบวร้ายๆ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเสียทั้งสามประตูของทีมแชมป์ ยุโรป 5 สมัยอย่าง ลิเวอร์พูล ในเกมนี้..