บาร์เซโลน่า ลิเวอร์พูล แชมเปี้ยนส์ ลีก

‘ลิเวอร์พูล’ ยังคงมีหวัง ตราบที่เสียงนกหวีดในแอนฟิลด์ยังไม่สิ้น

Home / sport variety / ‘ลิเวอร์พูล’ ยังคงมีหวัง ตราบที่เสียงนกหวีดในแอนฟิลด์ยังไม่สิ้น

ลูกแรกผ่านไป ลูกสอง ลูกสามค่อยๆ ผ่านไป… ต้องขอเอาเพลง พี่ปู-พงษ์สิทธิ์ มาแปลงเนื้อเพลงสักหน่อยให้เข้ากับสถานการณ์ หลังจาก ลิเวอร์พูล บุกไปโดน บาร์เซโลน่า ตบไม่เลี้ยง 3-0 ในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองฯ เลกแรก เมื่อคืนที่ผ่านมา

เพียงแค่ตื่นเช้ามาก็พอจะเห็นผลสกอร์ตามหน้าไทม์ไลน์เฟซบุ๊กและโซเชี่ยลมีเดียที่อื่นๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหงส์แดงเมื่อคืนที่ผ่านมา

เกมนี้ต้องยอมรับว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ มาแปลกไม่น้อยที่ส่ง โจ โกเมซ ลงมาเล่นแบ็กขวา และให้ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ขยับมาเล่นกองหน้า ซึ่งรูปเกมกุนซือชาวเยอรมันตัดสินใจใช้วิธี “เกลือจิ้มเกลือ” ในเมื่อพวกเอ็งเพรสซิ่งกันเก่ง ข้าก็ใช้การเพรสซิ่งนี้เล่นงานกลับเช่นกัน ทำเอาแฟนบอลอย่างเราๆ ถึงกับเหนื่อยแทน ไม่ใช่เหนื่อยกับฟอร์มการเล่นนะ แต่เพราะผู้เล่นทั้งสองทีมไล่บดไล่บี้กันชนิดไม่พักหายใจหายคอกันเลย

แต่รูปแบบการเล่นที่ คล็อปป์ วางไว้ก็เป็นเหมือนกับการเดิมพันไม่น้อย แม้จะสร้างความปั่นป่วนให้กับ บาร์เซโลน่า ได้ไม่น้อย แต่ก็เสี่ยงที่จะโดนคืนบ้างเช่นกัน และก็เป็นเช่นนั้น เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ เลือกที่จะรอให้หงส์แดงบุกเข้าใส่ และอาศัยเกมโต้กลับจากบรรดาแข้งตัวท็อปของทีม

“คุณภาพการจบสกอร์ที่ต่างกัน นำมาซึ่งผลการแข่งขันที่ต่างกัน…”

ซึ่งได้ผล! บาร์เซโลน่า แสดงให้เห็นในเกมนี้ว่าการคลาดสายตาเพียงไม่กี่วินาทีจะนำมาซึ่งการเสียประตู และสองประตูแรกจาก หลุยส์ ซัวเรซ กับ ลิโอเนล เมสซี่ ก็แสดงให้เห็นถึงจุดนั้น (ไม่นับลูกยิงฟรีคิกของ เมสซี่ ที่ยอมรับเลยว่าเป๊ะปังเกิ๊น!)

แม้จะเป็นเกมที่ ลิเวอร์พูล ถือว่าทำได้ดีในตัวสถิติการเล่นที่สามารถครองเกมได้ จ่ายบอลได้ดี มีโอกาสยิงหลายหน แต่ก็นั่นแหล่ะ ความเก๋าและทักษะการเล่นที่เข้าขาของขุนพลอาซูลกราน่าสร้างความต่างของประตู เรียกได้ว่า “คุณภาพการจบสกอร์ที่ต่างกัน นำมาซึ่งผลการแข่งขันที่ต่างกัน…” สามารถใช้กับ บาร์เซโลน่า และ ลิเวอร์พูล ในเกมนี้ได้เลย

แต่ถึงอย่างนั้น ลิเวอร์พูล ยังมี 90 นาทีที่แอนฟิลด์ให้ได้ลุ้นกัน แม้โอกาสแทบจะเป็นทางฝั่งของ บาร์เซโลน่า แล้ว แต่ที่ผ่านมาหงส์แดงก็พิสูจน์ให้เห็นเช่นกันว่าการตามหลังถึง 3 ประตูก็ใช่ว่าจะทำให้คู่แข่งสบสยใจได้

แน่นอนต้องมีการเหน็บแนมว่าสุดท้ายก็เอาอดีตที่อิสตันบูล ปี 2005 ขึ้นมาเขียน พอสกอร์ตามหลังอะไรๆ ก็อิสตันบูลๆ นี่ไม่ใช่การมาระลึกถึงอดีตที่หอมหวานหรือเพ้อฝันแต่อย่างใด แต่เกมนั้นแสดงให้เห็นถึงความหวังที่ปลายอุโมงค์ว่า ลิเวอร์พูล สามารถทำได้หากยังคงเล่นด้วยหัวจิตหัวใจอันแกร่งกล้ากันอยู่

หากเกมเมื่อคืนที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล เดินเล่นเหยาะๆ แหยะๆ แล้วรอให้ บาร์เซโลน่า ขืนใจอยู่ฝ่ายเดียว เกมอิสตันบูลก็แทบจะไม่มีความหมายเลยในการหยิบขึ้นมาตั้งความหวังกัน แต่เพราะผู้เล่นหงส์แดงต่างช่วยกันทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่แบบนี้ก็ยังพอมีลุ้นกันบ้างล่ะ

และเป็นหน้าที่ของทุกคนไม่ว่าจะ คล็อปป์ , ตัวผู้เล่น , แฟนบอล รวมถึงพลังศรัทธา และอาจจะต้องพึ่งเทพีแห่งโชคในเกมที่แอนฟิลด์สัปดาห์หน้าว่าจะสามารถกลับมาสู่เส้นทางลุ้นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ได้หรือไม่ หลังสิ้นเสียงนกหวีดในคืนวันอังคารหน้าแล้วเราค่อยมาว่ากันอีกที…