ลิเวอร์พูล แชมเปี้ยนส์ ลีก

‘หงส์แดง’ จากวันที่โดนชุดขาวถลุงพวกเขาเปลี่ยนไปขนาดไหน?

Home / sport variety / ‘หงส์แดง’ จากวันที่โดนชุดขาวถลุงพวกเขาเปลี่ยนไปขนาดไหน?

ลิเวอร์พูล รักษามาตรฐานการเล่นในฟุตบอลยุโรปด้วยการเข้าชิงฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นปีที่สองติดต่อกัน หลังจากโดน เรอัล มาดริด หักอกเมื่อปีก่อน คราวนี้หงส์แดงมีคิวดวลกับ สเปอร์ส จากวันนั้นถึงวันนี้ในรอบปีที่่ผานมา ลิเวอร์พูล เปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนกันนะ?

นับเป็นปีที่สองติดต่อกันที่ ลิเวอร์พูล สามารถเข้ารอบชิงฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังจากเมื่อปีที่ผ่านมา หงส์แดงโดน เรอัล มาดริด ยัดเยียดความปราชัยชนิดเกิดเรื่องราวดราม่าต่อจากนั้นไปอีกพักใหญ่ และปีนี้เป็นอีกครั้งที่หงส์แดงได้ลุ้นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ของพวกเขา คราวนี้คู่แข่งเป็น ทอตแน่ม ฮอทสเปอร์ ทีมร่วมศึก พรีเมียร์ ลีก นับจากวันที่พ่ายแพ้ให้กับราชันชุดขาวจนถึงตอนนี้ หงส์แดงเปลี่ยนไปขนาดไหนไปดูกันเลย!

เกมรับที่ปึกขึ้น

นี่เป็นสิ่งที่หงส์แดงได้รับคำชมมากมายในฤดูกาล นับตั้งแต่การก้าวเข้ามาของ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค ช่วงปีใหม่ 2018 แผงแบ็กโฟร์ของหงส์แดงดูดีขึ้นทันตาเห็น การได้ “ผู้สั่งการ” ชาวดัตช์มาประจำการในแนวรับช่วยให้เกมตั้งรอบของทีมมีระเบียบมากยิ่งขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้นอีกหนึ่งจุดที่หงส์แดงต้องแก้ไขในซัมเมอร์ที่ผ่านมา คือ ตำแหน่งผู้รักษาประตู แผงหลังแม้จะมี ฟาน ไดจ์ค เป็นตัวหลัก แต่การทีมด่านสุดท้ายไว้ใจไม่ได้ก็มีผลต่อรูปเกมอย่างมาก โดยเฉพาะเกมนัดชิงฯ ที่ ลอริส คาริอุส โชว์เหวอหยิบยื่นประตูให้กับ เรอัล มาดริด เมื่อปีที่แล้ว รวมถึงในรายของ ซิมง มินโญเล่ต์ ที่แทบจะไม่ต่างกัน ทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ตัดสินใจทุ่มซื้อ อลิสซอน เบ็คเกอร์ มาจาก โรม่า ด้วยค่าตัวมหาศาลในทันที

และการเข้ามาของ อลิสซอน โดยมี ฟาน ไดจ์ค คุมแนวรับ ฤดูกาลนี้หงส์แดงเสียประตูใน แชมเปี้ยนส์ ลีก เฉลี่ย 1 ลูกต่อเกม ซึ่งน้อยกว่าปีที่แล้วที่เสีย 1.27 ลูกต่อเกม นับว่าแก้ปัญหาถูกจุดมาก!

 

เกมแดนกลางที่เปลี่ยนไป

การเสีย ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ในช่วงปีใหม่ 2018 อาจจสร้างความหวั่นวิตกให้กับ เดอะค็อป และนับว่ามีส่วนไม่น้อยในเกมนัดชิงฯ เมื่อปีที่แล้ว แต่มาปีนี้หงส์แดงมีการดึงผู้เล่นอย่าง นาบี เกอิต้า , ฟาบินโญ่ , เซอร์ดาน ชาร์กิรี่ เข้ามาเสริมทัพแดนกลาง ซึ่งผู้เล่นแกนหลักยังคงเป็นชุดเดิม โดยมี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ที่ลงเล่นบ่อยๆ

จริงอยู่ว่าการหายไปของ คูตินโญ่ ส่งผลให้การทะลทะลวงจากแดนกลางหายไป แต่เม็ดเงินที่ได้มาจาก “คนล่าฝัน” อย่าง คูตี้ ดูจะคุ้มค่าเลยทีเดียว และการเข้ามาของ ฟาบินโญ่ ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแดนกลางช่วงโค้งท้ายๆ เมื่อ เฮนเดอร์สัน กล้าที่จะของ คล็อปป์ เปลี่ยนบทบาทจาก “ตัวโฮลด์บอล” เป็น “บ็อกซ์ทูบ็อกซ์” ตามที่ตัวเองถนัด และปล่อยตำแหน่งที่ตนโดนแฟนหงส์ด่ายับไปให้กับกองกลางแซมบ้าที่เริ่มปรับตัวกับทีมได้แล้ว ปรากฏว่า “เวิร์ค” เฉยเลย!

 

ประสบการณ์ที่เพิ่มพูนขึ้น

แม้ฤดูกาลนี้หงส์แดงจะไม่ยิงตูมตามเหมือนอย่างฤดูกาลก่อน แต่ที่หลายคนพอจะสังเกตได้คือการเล่นที่ไม่บุ่มบ่าม แล้วหันไปเล่นเกมชัวร์กันมากขึ้น ฤดูกาลที่แล้วลูกทีมของ คล็อปป์ เต็มไปด้วยพลังหนุ่มที่พร้อมฟัดกับทุมทีมที่ขวางหน้า แต่การเจอกับ เรอัล มาดริด ที่เต็มไปด้วยผู้เล่นชั้นนำของโลกอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ , แกเร็ธ เบล , โทนี่ โครส , ลูก้า โมดริช , เซร์คิโอ รามอส ฯลฯ ในรอบชิงฯ เป็นเหมือนบทเรียนสำคัญ โดยเฉพาะ “ความเก๋าเกม” ที่หงส์แดงสู้ไม่ได้เลย

การที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ โดน เซร์คิโอ รามอส จะจงใจหรือไม่ก็ตามแต่ ทำเอา เดอะค็อป ทั่วโลกโกรธเป็นฟืนเป็นไฟไม่จบไม่สิ้นอยุ่พักใหญ่ แต่เชื่อเถอะนี่คือกีฬาปะทะ การมีเล่ห์เลี่ยมในสนามย่อมมีให้เห็นทั่วไปในเกมระดับนี้ และสิ่งนั้นทำให้ โม ซาลาห์ รวมถึงผู้เล่นอีกหลายคนในทีมเรียนรู้ว่าในเกมระดับนี้ พวกเขาต้องเอาตัวรอดและเอาชนะด้วยความสามารถที่เหนือกว่าทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ

และเชื่อว่าความพ่ายแพ้ในเกมนั้นจะเป็น “ประสบการณ์ล้ำค่า” ที่ผู้เล่น ลิเวอร์พูล เติบโตและพัฒนาขึ้นจนสามารถกลับเข้ามาลุ้นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 อีกครั้งเป็นปีที่สองติดต่อกัน…