ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ รุด ฟาน นิสเตลรอย แพทริก ไคลเวิร์ต

1 กรกฎ : ‘ไคลเวิร์ต & ฟาน นิสเตลรอย’ เส้นทางสองดาวยิงกังหันสีส้มที่สวนทางกัน

Home / sport variety / 1 กรกฎ : ‘ไคลเวิร์ต & ฟาน นิสเตลรอย’ เส้นทางสองดาวยิงกังหันสีส้มที่สวนทางกัน

แม้จะเกิดวันเดียวกัน เดือนเดียวกัน ปีเดียวกัน (1 ก.ค. 1976) แถมมีส่วนสูงที่เท่ากัน (1.88 เมตร) แต่สำหรับเส้นทางการค้าแข้งของทั้ง แพทริก ไคลเวิร์ต และ รุด ฟาน นิสเตลรอย สองศูนย์หน้าแดนกังหันลมแทบจะสวนทางกัน และไม่เคยได้บรรจบกันใน ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ เลยสักนิดเดียว

แพทริก ไคลเวิร์ต เป็นศูนย์หน้าที่แม้จะใช้โอกาสเปลืองพอสมควร แต่เขามีทั้งความเร็วและการดูดบอลลงสุดแนบเนียน ทำให้เขาดังเป็นพลุแตกหลังซัดประตูชัยพา อาแจ็กซ์ คว้า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 1995 พร้อมทั้งติดทีมชาติเนเธอร์แลนด์ชุดใหญ่และครองรางวัลโกลเด้นบอยแห่งวงการฟุตบอลดัตช์ในวัยเพียง 18 ปีเท่านั้น

รุด ฟาน นิสเตลรอย เริ่มต้นการค้าแข้งลีกล่าง และสร้างชื่อจากความจมูกไวในการจบสกอร์ เรียกได้ว่าในกรอบเขตโทษนี่ “โป้งจอด!” ขยับจาก เดน บอสช์ และ ฮีเรนวีน ในปี 1998 โดย “พี่ม้า” ต้องชวดลงสนามให้กับ ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ลุยศึก ยูโร 2000 เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า ขณะที่ ไคล์เวิร์ต ลงยืนเป็นศูนย์หน้าในทีมชุดนั้นและครองดาวซัลโวร่วมประจำรายการมาครอง (5 ประตู)

 

 

โดย ไคลเวิร์ต โดน เอซี มิลาน ดึงตัวไปร่วมทีมในปี 1997 และอยู่ได้เพียงฤดูกาลเดียวก็ถูก บาร์เซโลน่า ที่มี หลุย์ ฟาน กัล ผู้ปลุกปั้นเขาดึงตัวไปล่าตาข่าย พร้อมกับซัด 124 ตุง จาก 249 เกม แต่ในยุคนั้น “เจ้าบุญทุ่ม” อยู่ใต้ร่มเงาของคู่ปรับตัวฉกาจอย่าง เรอัล มาดริด ทำให้เขาคว้าเพียงแชมป์ลาลีกา ฤดูกาล 1998/99 เท่านั้น

ทางด้าน ฟาน นิสเตลรอย พอได้สร้างชื่อบ้างจน พีเอสวี ดึงตัวไปร่วมทีม และที่นั่นเขากระซวก 75 ประตู จาก 89 เกม จน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องดึงตัวเขาไปร่วมทัพปีศาจแดงในปี 2001 ด้วยค่าตัว 18.5 ล้านปอนด์ ก่อนจะตอบแทนเม็ดเงินที่ทาง แมนฯ ยูไนเต็ด ทุ่มไป ด้วยการยิง 150 ประตู จาก 219 เกม ตลอด 5 ปีที่ค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

ในปี 2004 บาร์เซโลน่า ที่มีนโยบายดันดาวรุ่งขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ทำการปล่อย ไคลเวิร์ต หลังหมดสัญญา ก่อนจะย้ายไปยัง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ใน พรีเมียร์ ลีก ซึ่งที่นั่นศูนย์หน้าแดนกังหันไม่สามารถรักษาฟอร์มถล่มประตูได้เหมือนที่ผ่านมาแล้ว ประกอบกับไลฟ์สไตล์ที่มักจะออกตะเวนราตรี ทำให้เขาค่อยๆ ดร็อปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะระเห็จไปยัง บาเลนเซีย , พีเอสวี และ ลีลล์ ซึ่งทั้งสามสโมสรหลังได้โอกาสลงสนามเพียง 39 เกมเท่านั้น สุดท้ายตัดสินใจแขวนสตั๊ดในปี 2008 ด้วยวัย 32 ปี

กลับมาที่ฝั่งของ ฟาน นิสเตลรอย ย้ายไปเล่นให้กับ เรอัล มาดริด ในปี 2006 ท่ามกลางข่าวซุบซิบว่าไม่ลงรอยกับ “ป๋ากี้” หลายฝ่ายมองว่า “พี่ม้า” ไม่น่าจะปังเหมือนที่เล่นให้กับปีศาจแดง แต่เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสัญชาตญาณถล่มประตูยังคงอยู่ ด้วยการยิง 46 ประตู จาก 68 เกม พาราชันชุดขาวคว้าแชมป์ลาลีกา 2 สมัย และสแปนิช ซูเปอร์ คัพ อีก 1 สมัย ก่อนจะย้ายไปเล่นให้กับ ฮัมบูร์ก และ มาลาก้า ในช่วงบั้นปลายอาชีพค้าแข้ง และประกาศแขวนสตั๊ดในปี 2012 ด้วยวัย 35 ปี

 

 

สำหรับในนามทีมชาติ แม้ทั้งคู่จะถูกหมายตาว่าจะเป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์แดนหน้าที่โหดเอาเรื่อง แต่ในความเป็นจริงพวกเขาแทบไม่ได้ร่วมงานกันเลย เพราะ ฟาน นิสเตลรอย ได้รับโอกาสลงสนามในทีมชาติแบบจริงจังใน ยูโร ปี 2004 และเป็นทัวนาเม้นท์เดียวที่ทั้งคู่ได้ร่วมงานกันในแดนหน้า ซึ่งเป็นปีนั้น ไคลเวิร์ต ถูก บาร์เซโลน่า ปล่อยตัว และผลงานก็เริ่มดร็อปลงไปเรื่อยๆ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ที่แทบจะไม่เข้ากันเลยแม้แต่น้อย โดย ไคลเวิร์ต ที่ชอบออกตะเวนราตรีเพื่อปาร์ตี้ ขณะที่ ฟาน นิสเตลรอย ชอบคลุกตัวอยู่ในบ้านมากกว่า ซึ่งทาง “ดาวยิงหน้าม้า” ไม่ค่อยแฮปปี้กับวิถีชีวิตของดาวยิงร่วมชาติรายนี้แม้แต่น้อย เป็นเหตุให้ทั้งคู่ไปด้วยกันไม่รอดในสีชุดกังหันสีส้ม

แม้ ไคลเวิร์ต จะเคยปรามาสดาวยิงวัยเดียวกันว่า “ไม่เหมาะเล่นคู่กับเขา” แต่ถึงอย่างนั้น ฟาน นิสเตลรอย ก็ยอมรับว่าไม่สามารถแบกภาระทำประตูให้กับกังหันสีส้มได้คนเดียวในยุคนั้น “ผมทำทั้งหมดคนเดียวไม่ได้ ผมไม่สามารถเป็นผู้นำในแดนหน้าให้กับทีมชาติเพียงคนเดียวได้”

เมื่ออ่านมาทั้งหมดแล้วจะเห็นได้ว่ากราฟชีวิตพ่อค้าแข้งของ ไคลเวิร์ต นั้นดังเร็วแต่ก็ดับเร็วเช่นกัน แต่ในรายของ ฟาน นิสเตลรอย แม้จะมาช้ากว่าในรายแรก แต่เขาสามารถรักษามาตรฐานการทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง ถึงอย่างนั้นเขาทั้งคู่ก็เป็นอดีตหนึ่งในพาร์ทเนอร์ที่หลายคนต่างหวังที่จะเห็นช่วยกันทำประตู แต่กลับไม่ได้ร่วมงานกันอย่างที่หลายคนนั้นหวังไว้

1 กรกฎาคม สุขสันต์วันเกิดครบรอบ 43 ปี “ไคลเวิร์ต และ ฟาน นิสเตลรอย”