ลุค แชดวิค เคมบริดจ์ ยูไนเต็ด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ลุค แชดวิค : อดีตดาวรุ่งสุดเฟล แมนฯ ยูไนเต็ด ผู้ได้ทำตามฝันในบั้นปลายอาชีพค้าแข้ง

Home / sport variety / ลุค แชดวิค : อดีตดาวรุ่งสุดเฟล แมนฯ ยูไนเต็ด ผู้ได้ทำตามฝันในบั้นปลายอาชีพค้าแข้ง

สำหรับแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ติดตามทีมมานานพอ น่าจะได้รู้จักกับนักเตะคนหนึ่งที่เกือบจะไปรุ่งกับทางสโมสร แต่สุดท้ายแล้วเขาก็เป็นแค่ตัวตลกในสายตาใครหลายคน ชายผู้นั้นชื่อว่า ลุค แชดวิค

ลองจินตนาการเอาดูก็แล้วกันว่าถ้าหากคุณเป็นมิดฟิลด์ดาวรุ่งคนหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อสอดแทรกเข้าไปในทีมปีศาจแดงชุดใหญ่ที่เต็มไปด้วยนักเตะอย่าง เดวิด เบ็คแฮม, ไรอัน กิ๊กส์, พอล สโคลส์, รอย คีน หรือแม้แต่ นิคกี้ บัตต์ มันจะเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสขนาดไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันอยู่ในยุครุ่งเรืองสุดๆ ของทางสโมสร หลังเพิ่งคว้า 3 แชมป์กันมาไม่นานนัก

แต่ว่า แชดวิค ในวัย 18 ปีขณะนั้นสามารถทำได้ แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการลงสนามในฐานะตัวสำรองก็ตาม โดยเขาเคยมีชื่อเป็นผู้ทำประตูในเกมระดับ พรีเมียร์ ลีก ถึง 2 ครั้งด้วย ประตูแรกเกิดขึ้นในเกมที่ทีมปีศาจแดงเจอกับทีมเล็กๆ อย่าง แบรดฟอร์ด ซิตี้ ขณะที่ลูกต่อมาเป็นการยิงแท็บอินจ่อๆ ในการเจอกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ทำเอาเจ้าตัววิ่งดีใจแบบสุดขีด

เด็กหนุ่มจากเคมบริดจ์มีสไตล์การเล่นที่ค่อนข้างน่าตื่นเต้นเมื่อได้รับชม เขาสามารถไปกับบอลได้อย่างคล่องแคล่ว และมีความเร็วไม่น้อยหน้าไปกว่าใคร ปัญหาเดียวในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สำหรับเขาในตอนนั้นก็คือรุ่นพี่ที่ขวางทางอยู่อย่างที่บอก

เรื่องที่น่าเศร้าอีกอย่างสำหรับ แชดวิค ก็คือดันไม่ได้มีหน้าตาหล่อเหลาเหมือนกับดาวดังอย่าง เบ็คแฮม หรือว่า กิ๊กส์ ในสมัยนั้น ซ้ำร้ายยังมีฟันที่เรียงกันไม่เป็นระเบียบ จนทำให้ใครต่อใครนำเอาไปล้อกันสนุกปากในเชิงรูปลักษณ์ภายนอก

นั่นยังไม่น่าน้อยใจเท่ากับการถูกพูดถึงอยู่บ่อยๆ เมื่อมีการเปิดประเด็นนักเตะห่วยที่สุดที่เคยได้รับเหรียญแชมป์ พรีเมียร์ ลีก หลังจากที่เขาลงสนามมากพอจนได้มันมาเมื่อฤดูกาล 2000/01 แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเลย

“มันไม่เคยอยู่ในความฝันของผมด้วยซ้ำว่าผมจะได้ชูถ้วยแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ที่จริงผมเองก็ไม่ค่อยได้ช่วยทีมสักเท่าไหร่หรอก แต่ผมก็ลงสนามมากพอที่จะได้เหรียญรางวัล” แชดวิค ในวัย 38 ปี ซึ่งแขวนสตั๊ดไปแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน กล่าว

“ผมยังไม่คิดว่าผมควรได้รับมันเลยด้วยซ้ำไป แต่ผมก็ได้ไปแล้ว ผมไม่ได้จะพูดให้ดูเย่อหยิ่งจองหองอะไรนักหรอกนะ แต่ผมเคยคว้าแชมป์ลีกมาแล้ว บางทีอาจเป็นเพราะผมเริ่มต้นอาชีพกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ได้ ผู้คนเลยไม่เคยมองผมว่าเป็นนักเตะที่ดี ซึ่งมันก็เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยสำหรับผม”

ถึงแม้ว่าจะมีเหรียญแชมป์คล้องคอ แต่ว่า แชดวิค ก็ไม่สามารถสอดแทรกขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้แบบเป็นเรื่องเป็นราว เขาจึงถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวกับ เร้ดดิ้ง หลังจากที่เคยไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาแล้วกับ รอยัล อันท์เวิร์ป สโมสรพันธมิตรของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงก่อนที่จะเริ่มเป็นที่รู้จักขึ้นมา

หลังจากที่ไปเล่นให้ เร้ดดิ้ง อยู่ 1 ฤดูกาล เขาก็ไปโลดแล่นในลีกระดับ ดิวิชั่น 1 อีกครั้งกับ เบิร์นลี่ย์ ซึ่งคราวนี้ดาวรุ่งปีศาจแดงมีผลงานที่น่าประทับใจตลอดปี เมื่อลงสนามรวมทุกรายการไปถึง 40 เกม ทำประตูได้ 6 ลูก ด้วยฟอร์มการเล่นเช่นนี้จึงทำให้เขาถูกยื่นข้อเสนอซื้อไปเล่นแบบถาวร สุดท้าย แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ขายเขาให้กับ เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด

แม้อาชีพค้าแข้งของ แชดวิค จะไม่ได้ถือว่าประสบความสำเร็จมากนัก เนื่องจากเขาไม่เคยมีโอกาสกลับขึ้นสู่เวที พรีเมียร์ ลีก ได้อีกเลย แถมยังมาเจอกับปัญหาอาการบาดเจ็บอีกด้วยในสมัยเล่นให้ สโต๊ค ซิตี้ และ นอริช ซิตี้ ซึ่งนั่นทำให้เขานึกย้อนไปยังสมัยที่ยังคงสวมเสื้อตราสโมสรปีศาจแดง

“บางทีผมอาจจะเป็นนักเตะที่เก่งกว่านี้ก็ได้ บางทีผมอาจจะตั้งใจทำงานไม่หนักมากพอ ไม่พยายามทำทุกอย่างที่ต้องการเพื่อให้ไปถึงตรงนั้นให้ได้ ขณะเดียวกันผมก็จัดการกับอาการบาดเจ็บต่างๆ ได้ไม่ดีอย่างที่ควร” เขาบอกเล่าถึงความหลัง

แชดวิค เหมือนได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งกับ เอ็มเค ดอนส์ สโมสรน้องใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 2004 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เขาถูก แมนฯ ยูไนเต็ด ขายขาดออกมา แม้ครั้งนี้จะเป็นการลงเล่นในลีกระดับที่ต่ำกว่าเดิมอย่าง ลีก วัน แต่เขาก็ได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง แถมยังได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรถึง 2 ฤดูกาลติดต่อกันด้วย

อย่างไรก็ตาม ความสุขที่สุดของเขาในอาชีพค้าแข้งกลับเป็นการค้าแข้งให้กับทีมเล็กๆ ในบ้านเกิดอย่าง เคมบริดจ์ ยูไนเต็ด นี่คือความฝันอันยาวนานของเขามาโดยตลอด ที่นั่นเขาสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเหมือนบ้านอย่างแท้จริง ซึ่งแตกต่างออกไปจากตอนที่สร้างชื่อขึ้นมากับ แมนฯ ยูไนเต็ด

แชดวิค เคยเผยถึงความรู้สึกของเขาตอนเซ็นสัญญาอาชีพกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เอาไว้ว่า “ถ้าหากว่าในตอนนั้นเป็น เคมบริดจ์ ที่ยื่นข้อเสนอเขามา ผมคงมีความสุขมากกว่าที่จะได้เล่นที่บ้านเกิด ผมย้ายไปที่นั่นแล้วก็รู้สึกคิดถึงบ้านพอสมควร ผมเริ่มคิดในใจว่าบางทีมันอาจไม่ใช่ที่สำหรับผม”

เรื่องราวสุดประทับใจของ แชดวิค มาเกิดขึ้นเอาในช่วงต้นปี 2004 เมื่อ เคมบริดจ์​ ของเขาถูกจับสลากให้มาเจอกับทีมปีศาจแดงในศึก เอฟเอ คัพ รอบ 4 ซึ่งในนัดแรกที่ทีม เดอะ ยูส์ ได้เล่นในบ้านก็สามารถยันเสมอแบบไร้สกอร์ได้ ทำให้ แชดวิค ที่ตอนนั้นกำลังเข้าสู่ช่วงท้ายของอาชีพแล้วจะได้มีโอกาสกลับไปเยือนถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้งในนัดรีเพลย์

เกมดังกล่าวจบลงด้วยชัยชนะของทีมปีศาจแดงด้วยสกอร์ 3-0 แต่มันก็ไม่ได้ทำให้แข้งรายนี้รู้สึกคับแค้นใจแต่อย่างใด เนื่องจากเขาเองก็ยอมรับว่ามีความทรงจำที่ดีในสมัยค้าแข้งกับ แมนฯ ยูไนเต็ด อีกทั้งยังมีเพื่อนสนิทในทีมอย่าง รอย แคร์โรลล์, จอห์น โอเชีย, เวส บราวน์ และอีกหลายคนที่อาจไม่เป็นที่รู้จักนัก

โดยรวมแล้วถึงแม้ว่า แชดวิค จะถูกจดจำในฐานะดาวรุ่งที่ไม่ประสบความสำเร็จกับทีมอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด แต่จากมุมมองของตัวเขาเองก็ถือว่ามันเป็นอาชีพค้าแข้งที่ไม่เลวเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ทำในสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝันก่อนที่จะแขวนสตั๊ด นั่นคือการรับใช้ เคมบริดจ์ ยูไนเต็ด สโมสรเล็กๆ ที่เขารักและรู้สึกผูกพัน