จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ซันเดอร์แลนด์ พรีเมียร์ ลีก ลิเวอร์พูล แชมเปี้ยนส์ ลีก

Last Man Standing : ‘เฮนเดอร์สัน’ ผู้นำชูถ้วยยุโรปสมัยที่ 6 ของหงส์แดง

Home / sport variety / Last Man Standing : ‘เฮนเดอร์สัน’ ผู้นำชูถ้วยยุโรปสมัยที่ 6 ของหงส์แดง

“สักวันหนึ่งผมจะลงไปเล่นให้ได้” เจ้าหนู จอร์แดน เฮนเดอร์สัน วัย 12 ขวบ บอกกับ ไบรอัน คุณพ่อของเขา ทันทีที่นักเตะของ เอซี มิลาน กับ ยูเวนตุส เดินลงสู่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เพื่อทำศึกรอบชิงฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2003 ท่ามกลางเพลงปลุกเร้าประจำรายการนี้

 

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เติบโตขึ้นในย่านไทน์แอนด์แวร์ในเมืองซันเดอร์แลนด์ โดยมีคุณพ่อ ไบรอัน เป็นตำรวจวัยเกษียณ และคุณแม่ ลิซ เป็นครูสอนฟิตเนส เจ้าหนูจอร์แดนมักจะถูกคุณพ่อพาไปชมเกมฟุตบอลที่สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ อยู่เป็นประจำ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพ่อลูกคู่นี้เป็นแฟนบอล “แมวดำ” ชนิดเข้าเส้นขนาดไหน!

และเพียง 8 ขวบ เฮนเดอร์สัน ได้เข้าไปเป็นเด็กฝึกหัดของ ซันเดอร์แลนด์ ทีมรักที่เขาเทิดทูน ที่นั่น เฮนโด้ ฝึกปรือศาสตร์ลูกหนัง โดยถูกจับเป็นศูนย์หน้าและปีกขวา ก่อนที่จะถูกขยับลงมาคุมเกมแดนกลางเมื่อเติบโตขึ้น และมีส่วนสำคัญในการพาแมวดำเกือบคว้าแชมป์ ยู-18 หลังพ่ายจุดโทษให้กับเยาวชน เลสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2007

 

ใช้ศรัทธาพิสูจน์ตัวเอง

ปี 2008 เฮนเดอร์สัน ถูกขยับขึ้นไปเล่นทีมสำรองของ ซันเดอร์แลนด์ และในช่วงพรีซีซั่นฤดูกาล 2008/09 ทีมสำรองแมวดำอุ่นเครื่องพ่าย เกตส์เฮด 0-2 ซึ่ง รอย คีน กุนซือชุดใหญ่ ณ เวลานั้น เข้าชมเกมดังกล่าวด้วย เขาออกอาการฉุนเฉียวที่เห็นเหล่าเด็กๆ เล่นได้ไม่เอาอ่าว ปรี่เข้าไปห้องแต่งตัวพร้อมกับตวาดว่า “มีใครคิดว่าตัวเองดีพอสำหรับชุดใหญ่บ้าง!”

แน่นอนว่าผู้เล่นทุกคนอ้ำอึ้ง แม้จะมีบางคนลังเลก็ตาม เพราะฟอร์มในเกมนั้นไม่ดีเอาเสียเลย แต่กลับมาชายคนหนึ่งพยักหน้าเป็นคนแรก พร้อมกับพูดขึ้นว่า “ผมเอง” ซึ่งชายคนนั้นคือ เฮนเดอร์สัน หลังจากนั้นช่วงบ่ายในวันถัดมา เขาได้รับโอกาสจากอดีตห้องเครื่องปีศาจแดงลงสนามชุดใหญ่ในเกมอุ่นเครื่องกับ อาแจ็กซ์ ทันที เขาตระหนักดีว่าต้องใช้ศรัทธาเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และเขาก็ทำมันได้! เฮนเดอร์สัน ถูกปล่อยยืมให้ โคเวนทรี ซิตี้ ในปี 2009 และกลับมายึดตัวจริงที่ ซันเดอร์แลนด์ ด้วยการลงสนามทั้งสิ้น 71 เกม

………

 

ส่วนเกินหงส์แดง

ในปี 2011 เฮนโด้ ย้ายมาร่วมทีม ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 20 ล้านปอนด์ เด็กหนุ่มวัย 20 ปี ในเวลานั้น ต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างหนัก แต่กลับไม่สามารถโชว์ฟอร์มเด่นอะไรได้มากเท่าที่ควร ในปีถัดมาหัวเรือใหญ่ของหงส์แดงเปลี่ยนมือจาก เคนนี่ ดัลกลิช เป็น เบรนแดน ร็อดเจอร์ส และสิ่งแรกๆ ที่ “บี-ร็อด” ทำคือส่งเขาไปให้กับ ฟูแล่ม เพื่อขอแลกตัวกับ คลินท์ แดมพ์ซีย์

 

“เบรนแดน เรียกผมเข้าไปในห้องทำงานและพูดว่า ‘ฟังนะ! มีข้อเสนอมาจาก ฟูแล่ม นายต้องย้ายไปที่นั่น’ ผมช็อกมากและกลับไปที่ห้องทั้งน้ำตา ผมร้องไห้เล็กน้อยเพราะมันรู้สึกเจ็บปวดเอามากๆ ก่อนจะยกหูโทรหาเอเย่นต์ของผมและบอกว่าผมไม่ย้ายไปไหนทั้งนั้น ผมขอสู้ต่อ, พัฒนาตัวเอง และพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้จัดการทีมคิดผิด”

 

ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้น ไบรอัน คุณพ่อของเขาเข้าใจความรู้สึกลูกชายเป็นอย่างดี และคอยหนุนหลังให้ลูกชายคนนี้ยืนหยัดที่จะสู้ต่อไป ซึ่ง เฮนเดอร์สัน ยืดหยัดที่จะสู้และพิสูจน์ว่าผู้จัดการทีมประเมินเขาผิดไป

 

………

 

ในสนามก็หนักนอกสนามก็หน่วง

ปลายปี 2013 คุณพ่อของเขาตรวจพบมะเร็งลำคอ แต่ ไบรอัน เลือกที่จะเก็บข่าวร้ายนั้นไว้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับลูกชายตัวเองที่กำลังไปได้สวยกับ ลิเวอร์พูล และมีลุ้นไปเล่น ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย กับทีมชาติอังกฤษ ก่อนจะเปิดปากบอกเรื่องนี้เมื่ออาการดูจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น

 

“มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก เพราะผมไม่ได้เตรียมรับมือกับเรื่องนี้มาก่อน มันเป็นความกดดันที่ต่างออกไป ผมอยากเล่นให้ดีที่สุดเพื่อช่วยคุณพ่อให้กลับมาสุขภาพดีอีกครั้ง”

 

นอกสนามสร้างความหนักหน่วงให้กับ เฮนเดอร์สัน ขนาดไหน ในสนามก็ไม่แพ้กัน เขาถูกตั้งคำถามจากเหล่าแฟนบอลตัวเองถึงความเหมาะสมในการสวมปลอกแขน “กัปตันทีม” ต่อจาก สตีเว่น เจอร์ราร์ด ยอดมิดฟิลด์ที่ย้ายไปเล่นให้กับ แอลเอ กาแล็กซี่ ในปี 2015 ซึ่งเขาต้องแบกรับความกดดันขนาดที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยกให้เป็น “งานยากที่สุดของวงการฟุตบอลในรอบ 500 ปี” เลยทีเดียว

………

 

ตำแหน่งที่ใช่และการเติมเต็มฝันอันยิ่งใหญ่

มิดฟิลด์ตัวโฮลด์บอลในแผนการทำทีมของ คล็อปป์ ยิ่งทำให้ เฮนเดอร์สัน ถูกตั้งคำถามหนักขึ้นเรื่อยๆ จนถูกแฟนบอลแถวบ้านเรายกให้เป็น “อาแปะแห่งแอนฟิลด์” แต่ถึงอย่างนั้น เฮนเดอร์สัน ก็สานฟันของตัวเองได้สำเร็จด้วยการพา ลิเวอร์พูล เข้าชิงฯ ยูโรป้า ลีก ในปี 2016 ต่อด้วยการทะลุเข้าชิงฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในอีกสองปีถัดมา เพียงแต่ฝันนั้นมันไม่สมบูรณ์แบบเพราะชวดแชมป์ทั้งสองรายการ!

ฤดูกาล 2018/19 ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ เฮนโด้ ยังโดนคำวิจารณ์การเล่นอยู่เหมือนเดิม จนมาถึงเกมกับ เซาแธมป์ตัน ในช่วงปลายฤดูกาล เขาถูกเปลี่ยนตัวลงสนามในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้าย คราวนี้มาแปลกเขาถูกจับไปเล่นตำแหน่งที่าสูงขึ้นกว่าปกติและมีส่วนป้วนเปี้ยนทำเกมรุกบริเวณกรอบเขตโทษคู่แข่ง รวมถึงลงมาช่วยซ้อนเกมรับได้อย่างยอดเยี่ยมเหมือนครั้งที่เขาทำมันได้ดีในปีชุ้นแชมป์กับ ร็อดเจอร์ส ผลที่ได้คือ 1 ประตู 1 แอสซิสต์ ช่วยทีมเอาชนะนักบุญ 3-1

 

“ผมรู้สึกว่าผมควรพูดทุกอย่างที่อยู่ในหัวออกไปทั้งหมด ผมรู้สึกว่าผมทำได้ดีกับบทบาทตรงนั้น ตอนที่ผมคุยกับผู้จัดการทีม ผมบอกเขาว่านั่นเป็นตำแหน่งที่ทำให้ผมเล่นได้เป็นธรรมชาติสุดๆ” เฮนโด้ถึงคราวที่ต้องพูดตรงไปตรงมากับคล็อปป์

 

“ผมมีความสุขที่เขาแสดงให้เห็นถึงสิ่งนั้นอีกครั้ง เขาชื่นชอบตำแหน่งตรงนั้น ดังนั้นมันจึงเป็นความผิดของผมเองที่ปล่อยให้เขาเล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวโฮลด์บอลนานตั้งปีครึ่ง แต่เราก็ต้องการเขาในตำแหน่งนั้นจริงๆ” กุนซือหงส์แดงสารภาพ

 

และด้วยตำแหน่งนั้น เฮนโด้ ทำแอสซิสต์ให้เพื่อนได้ถึง 5 ครั้ง ใน 8 เกม และมีส่วนสำคัญให้ทีมลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ ลีก จนเกมสุดท้าย รวมไปถึงลบคำสบประมาทด้วยการเป็นคนชูถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ 6 มาครองอย่างยิ่งใหญ่ เติมเต็มความฝันที่เคยสัญญาไว้กับคุณพ่อของเขาเมื่อ 16 ปีที่แล้ว

 

มาฤดูกาลนี้ เฮนโด้ จะยังคงนำทัพหงส์แดงลงสู้ศึกนำความสำเร็จมาสู่สโมสร ซึ่งในบรรดาผู้เล่นทุกคนในชุดนี้ไม่มีใครรู้จักสโมสรแห่งนี้ได้ดีเท่ากับชายที่ชื่อ “จอร์แดน เฮนเดอร์สัน” แล้ว