ฟุตบอลโลก 1998 สหรัฐอเมริกา อิหร่าน

สหรัฐฯ ปะทะ อิหร่าน : เกมลูกหนังสร้างมิตรภาพ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง

Home / sport variety / สหรัฐฯ ปะทะ อิหร่าน : เกมลูกหนังสร้างมิตรภาพ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง

ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน ขณะนี้ หากมองย้อนกลับไปสมัยอดีต มันเคยมีเรื่องราวอันน่าประทับใจในเกมลูกหนัง ซึ่งทั้ง 2 ชาติมีโปรแกรมต้องมาดวลกันในศึก ฟุตบอลโลก 1998

ก่อนอื่นคงต้องเล่าความเป็นปฏิปักษ์กันระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านกันก่อน หากว่าจะย้อนกลับไปตั้งแต่แรกเริ่มเลยก็คงเป็น การปฏิวัติอิสลาม เมื่อปี 1979 หรือราวๆ 4 ทศวรรษที่แล้ว โดยในตอนนั้นอิหร่านมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการเป็นสาธารณรัฐอิสลาม หลังจากที่ก่อนหน้านั้นถูกปกครองโดย ราชวงศ์ปาห์ลาวี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ

โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ซึ่งเป็นชาห์ หรือจักรพรรดิองค์สุดท้ายของอิหร่านในระบบการปกครองโดยราชวงศ์ ได้ลี้ภัยไปยังสหรัฐฯ ทำให้กลุ่มผู้ปฏิวัติมุสลิมไม่พอใจ และเรียกร้องให้ส่งตัวกลับมายังประเทศ โดยพวกเขาได้จับผู้ที่ทำงานในสถานทูตสหรัฐฯ ที่กรุงเตหะราน เป็นตัวประกันเป็นเวลานานถึงปีกว่าๆ

แม้ว่าสุดท้ายแล้วตัวประกันจะได้รับการปล่อยตัว แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้ก็ส่งผลให้ทั้ง 2 ประเทศยุติความสัมพันธ์ระหว่างกัน กระทั่งความบาดหมางยิ่งบานปลายขึ้นไปอีกใน สงครามอิหร่าน-อิรัก ที่กินเวลายาวนานเกือบ 8 ปี ซึ่งทางสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนทางฝั่งอิรัก ถึงตรงนี้ทำให้สหรัฐฯ กับอิหร่านนั้นมองหน้ากันไม่ติดแล้ว

เวลาล่วงเลยผ่านไปถึงปี 1998 ได้เกิดเรื่องราวที่น่าสนใจขึ้นในวงการฟุตบอล มันถูกจับตามองอย่างมาก ไม่ใช่แค่เฉพาะแฟนบอลเท่านั้น แต่รวมถึงผู้คนทั่วทั้งโลก เมื่อสหรัฐอเมริกากับอิหร่านได้โคจรมาพบกันเป็นครั้งแรก ในรอบแบ่งกลุ่ม ฟุตบอลโลก 1998 ที่จัดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส

ตามกฏข้อบังคับของ ฟีฟ่า แล้ว ก่อนเริ่มการแข่งขัน นักเตะทีมบีจะต้องเป็นฝ่ายเดินไปหาทีมเอเพื่อทำการจับมือ ในตอนนั้นอิหร่านถูกวางเป็นทีมบี แต่ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้ออกคำสั่งชัดเจนว่านักเตะตัวแทนทีมชาติจะต้องไม่เป็นฝ่ายเดินเข้าหาพวกอเมริกันก่อน ร้อนถึงฝ่ายจัดการแข่งขันที่ต้องไปเจรจากับทีมพญาอินทรีให้เป็นฝ่ายเดินเข้าไปจับมือแทน ซึ่งก็นับว่าโชคดีที่พวกเขายินยอมทำตามนั้นอย่างไม่มีปัญหา

ที่จริงแล้วทางฝั่งอิหร่านเองก็ต้องการเริ่มต้นแมตช์นี้ด้วยมิตรภาพด้วยซ้ำ เมื่อถึงวันแข่งที่สนาม สต๊าด เดอ แชร์กล็องด์ เมืองลียง พวกเขาจึงเตรียม ดอกกุหลาบขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงสันติภาพให้นักเตะถือเอาไว้คนละช่อ เมื่อผู้เล่นอเมริกันเดินมาจับมือ ทุกคนก็จะได้รับช่อดอกไม้นี้ไปด้วย ไม่มีความตึงเครียดใส่กัน มีแต่รอยยิ้มที่ทุกคนมอบให้กัน ก่อนที่จะไปดวลกันตลอด 90 นาที ในเกมกีฬาที่ไร้การเมืองมาเจือปน

ผู้เล่นของสหรัฐฯ ในตอนนั้นอาจไม่ใช่ทีมชุดที่ยิ่งใหญ่นัก แต่ก็พอมีบางคนที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เช่น เคซี่ เคลเลอร์ ผู้รักษาประตูที่เคยค้าแข้งใน พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ เช่นเดียวกับนักเตะตำแหน่งอื่นๆ อย่าง เคลาดิโอ เรย์น่า หรือ ไบรอัน แม็คไบรด์

ขณะที่ทางฝั่งอิหร่านนั้นเต็มไปด้วยดาวดังทั้ง เมห์ดี มาห์ดาวิเคีย, คาริม บาเกรี่ รวมถึง อาลี ดาอี กองหน้าระดับตำนานที่ปัจจุบันนี้เขายังถือครองสถิติยิงประตูในนามทีมชาติมากที่สุด 109 ลูก ซึ่งแม้แต่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ว่ายิงเยอะแล้วกับโปรตุเกสก็ยังไม่สามารถทำลายสถิตินี้ลงได้ อย่างน้อยก็จนถึงขณะนี้

เกม ฟุตบอลโลก 1998 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจบลงด้วยชัยชนะของขุนพลเปอร์เซียด้วยสกอร์ 2-1 มีรายงานด้วยว่าหลังจบเกมผู้คนที่กรุงเตหะรานพากันออกมาเต้นรำฉลองกันตามท้องถนน ถึงขั้นดื่มแอลกอฮอล์กันอย่างเปิดเผย ขณะที่ผู้หญิงก็ถอดผ้าคลุมผมออกอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นกัน

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วอิหร่านก็ไม่สามารถตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาต์ได้ เช่นเดียวกับทางฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินคาดนัก เพราะว่าพวกเขาอยู่ร่วมกลุ่มเอฟกับทีมแกร่งอย่าง เยอรมัน และ ยูโกสลาเวีย แต่อย่างน้อยแมตช์ดังกล่าวก็ได้กลายเป็นตำนาน และเป็นที่พูดถึงมากกว่าอีก 2 ทีมที่เข้ารอบด้วยซ้ำไป

18 เดือนต่อมา สหรัฐฯ กับอิหร่าน มีโปรแกรมดวลแข้งกันอีกครั้ง โดยคราวนี้เป็นแมตช์กระชับมิตรที่จัดขึ้นที่สนาม โรส โบว์ล, ลอส แอนเจลิส ซึ่งผลเสมอ 1-1 อาจไม่ได้มีใครให้ความสนใจเท่ากับความเป็นมิตรภาพที่ทั้ง 2 ชาติมีให้แก่กัน เป็นการแยกแยะเรื่องกีฬาออกจากการเมืองที่แสนวุ่นวายอย่างแท้จริง