mma one ONE Championship ทิฟฟานี่ เตียว

จากนักร้องสู่นักสู้! ทิฟฟานี่ เตียว กับชีวิตที่พลิกผัน ก่อนขึ้นชิงเข็มขัด ONE Championship

Home / ข่าวกีฬารอบโลก, ข่าวมวย / จากนักร้องสู่นักสู้! ทิฟฟานี่ เตียว กับชีวิตที่พลิกผัน ก่อนขึ้นชิงเข็มขัด ONE Championship

ทิฟฟานี่ เตียว นักสู้สาวชาวสิงคโปร์ อาจจะไม่เป็นที่รู้จักในหมู่แฟนๆ วงการต่อสู้ ถ้าหากว่าเธอยังคงเดินทางเส้นทางเดิมคือการเป็นนักร้องประสานเสียง และตัวเธอเองก็คงจะไม่ได้โอกาสก้าวมาไกลขนาดนี้ ในศึก ONE Championship ที่จะมีโปรแกรมขึ้นชิงเข็มขัดแชมป์รุ่นสตรอว์เวท ที่อินโดนีเซีย ในวันที่ 20 มกราคมนี้ด้วย

หากวันนั้น ทิฟฟานี่ เตียว ตัดสินใจเดินตามคำแนะนำของผู้ใหญ่ในการเป็นนักร้องประสานเสียง เธอก็คงไม่มีวันได้ทำตามสิ่งที่ตนเองใฝ่ฝัน นั่นคือการเข้าสู่วงการศิลปะการป้องกันตัว หรือ มาร์เชียล อาร์ต ที่เธอทำได้ดียิ่งกว่า และวันนี้เธอก็ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในนักกีฬาหญิงชาวสิงคโปร์ที่แข็งแกร่งที่สุดบนสังเวียน ONE Championship เป็นที่เรียบร้อย

ชีวิตวัยเด็กของ ทิฟฟานี่ เตียว เริ่มต้นด้วยการฝึกร้องเพลง และเข้าร่วมคณะนักร้องประสานเสียงในประเทศ เวลาส่วนใหญ่ของเธอจึงหมดไปกับการซ้อมร้องเพลงอยู่ในห้องซ้อมพร้อมหนังสือเพลงเล่มโต แตกต่างกับปัจจุบันที่เธอหันมาสวมนวมขนาด 4 ออนซ์ ฝึกซ้อมอยู่ในโรงยิม หลังจากได้ชมรายการต่อสู้ทางทีวี และเริ่มฝึกฝนเทควันโด้ รวมถึงศิลปะการป้องกันตัวอื่นๆ “ตอนเด็กฉันถูกเรียกว่าเด็กเนิร์ด ไม่ค่อยสุงสิงกับใครและขี้อาย (หัวเราะ)”

เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เธอรู้สึกว่าการร้องเพลงไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวเอง ทิฟฟานี่ จึงหันหลังให้แก่สิ่งนั้น แล้วผันตนเองมาเป็นนักสู้บนเวทีลูกกรง ซึ่งปรากฏว่าเธอทำได้น่าประทับใจ ยิ่ง 7 ไฟต์ที่เธอเดินขึ้นสังเวียน คว้าชัยชนะได้ทั้งหมด 7-0 ชนิดที่สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น ด้วยความเชี่ยวชาญทางด้านศิลปะการป้องกันตัวแบบมวยไทย ทำให้เธอสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในรายการ ONE Championship ซึ่งถูกเผยแพร่ออกอากาศให้แฟนมวยได้รับชมไปทั่วเอเชีย

ลีลาในสนาม

“ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดถึงเรื่องจะลงแข่งขันเลย” ทิฟฟานี่ รำลึกความหลัง “แต่ก็ได้รับการแนะนำจากโค้ช พวกเขาอยากให้ฉันไปที่เมืองไทย ไปทดสอบความสามารถ มันเป็นไอเดียที่ประหลาดมาก พลางคิดว่านี่คุณจะให้ฉันไปสู้กับผู้หญิงคนอื่นที่ฝึกฝนมานานกว่าฉันอีกหรือเนี่ย?”

ครั้นถึงเมืองไทย เธอได้รับการฝึกฝนวิชาจากอาจารย์มวยไทยผู้เชี่ยวชาญในเวลา 2 ปี จนทำให้เธอมีทักษะการป้องกันตัวด้านมวยไทยเพิ่มขึ้น ทว่า ก็ต้องเก็บวิชาเข้ากรุไว้ เมื่อเธอจำเป็นต้องเดินทางไปศึกษาต่อด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยในเมืองบัฟฟาโล่ สหรัฐอเมริกา ทิฟฟานี่ ทุ่มเทกับการเรียนจนไม่มีเวลาฝึกซ้อมจนคว้าใบปริญญามาได้ จนเมื่อรู้ตัวว่านั่นไม่ใช่เส้นทางที่เธอเลือก ไฟปรารถนาที่อยากจะเป็นนักกีฬาในสายนี้จึงปะทุกลับมาอีกครั้ง ทำให้ ทิฟฟานี่ กลับมาที่ สิงคโปร์ ฝึกซ้อม และเข้าร่วมการแข่งขันรายการสมัครเล่นในที่สุด แม้ผลงานจะออกมาไม่เป็นดังใจหวัง แต่ก็ไม่ล้มเลิกความพยายาม

การกลับมาครั้งนี้ สาวนักกีฬาจากสิงคโปร์ ได้เพิ่มพูนทักษะของตนเองเข้าไปอีกขั้นด้วยการเรียนวิชาศิลปะป้องกันตัวสไตล์ บราซิเลียน ยิวยิตสู ก่อนนำมาประยุกต์กับวิชามวยไทยที่เธอถนัด ก่อนจะรู้ตัวว่าเธอรักกีฬาชนิดนี้อย่างสุดหัวใจ “ฉันตกหลุมรักศิลปะการป้องกันตัว มันไม่ใช่แค่การออกไปเหวี่ยงหมัดหรือจับคู่ต่อสู้พันธนาการบนผืนเสื่อ มันเป็นมากกว่านั้น และฉันก็ทำได้ดียิ่งขึ้นในทุกๆวัน”

ทิฟฟานี่ ผันตัวเองจากนักกีฬาสมัครเล่นมาสู่วงการระดับอาชีพเต็มตัว แต่ชัยชนะบนสังเวียนยังไม่ใช่สิ่งที่เป็นที่สุด เท่ากับความพยายามที่จะทำให้ครอบครัวของเธอยอมรับในบทบาทนี้ “พวกเขาไม่พอใจที่รู้ว่าฉันจะลงแข่งขัน ฉันมักถูกถามทุกครั้งว่าจะแข่งขันไปทำไม ทำไมไม่เป็นเหมือนคนอื่นที่แต่งตัวไปทำงาน 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ฉันรู้ว่าพวกเขาไม่อยากให้ฉันเป็นนักกีฬา อยากให้มีชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไปมากกว่า”

แม้จะถูกคัดค้านจากครอบครัว แต่หลังได้รับการชูมือขึ้นฟ้าให้เป็นผู้ชนะบนเวทีทั้ง 7 ครั้ง ทิฟฟานี่ ก็กำลังจะได้โอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการเป็นนักกีฬาระดับอาชีพ เมื่อเธอได้รับสิทธิ์ให้เป็นผู้ท้าชิงเข็มขัดแชมป์โลกรุ่น สตรอวเวทฝ่ายหญิง กับคู่ต่อสู้นาม “เดอะ แพนด้า” ฉง จิ้ง หนาน จากเมืองจีน ซึ่งจะอุบัติขึ้นในรายการ ONE: KINGS OF COURAGE วันที่ 20 มกราคม นี้ ที่ จาการ์ต้า คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ประเทศอินโดนีเซีย

เป็นคู่เอกในศึกครั้งนี้

นักกีฬาหญิงวัย 28 ปี มีโอกาสจารึกชื่อลงบนประวัติศาสตร์ศิลปะการป้องกันตัวของตนเองในค่ำคืนดังกล่าว แม้จะยอมรับว่ามันจะไม่ใช่ไฟต์ที่สู้ได้ง่ายเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่สิ่งที่เธอรู้ว่าตนเองมีไม่แพ้คู่ต่อกรจากเมืองจีน คือความมุ่งมั่นและการเตรียมความพร้อมที่ดี “ฉันต้องทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างหนัก มีวินัยกับตัวเองเพื่อที่จะก้าวขึ้นเป็นแชมป์โลก เราคงเห็นกันแล้วว่าชีวิตของทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้หลังจากที่ได้เข็มขัด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ฉันจะทำคือมุ่งมั่นฝึกซ้อมต่อไป และบอกตัวเองเสมอว่าควรทำตัวอย่างไร”

“ฉันคิดว่าแผนบนสังเวียนที่จะพิชิตเธอก็คือการน็อค ไม่ก็ทำให้เธอยอมแพ้ เธอมีความว่องไวในการออกหมัดและพร้อมจับคู่ต่อสู้น็อค หรือเทคดาวน์ตั้งแต่ยกแรก นอกจากนี้ยังมีความแข็งแกร่ง ยืนระยะสู้ได้ถึง 5 ยก ดังนั้นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในไฟต์นี้มันมีโอกาสเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบทีเดียว”

แม้จะเป็นไฟต์สำคัญที่สุดในชีวิต แต่ ทิฟฟานี่ ก็ไม่อาจขึ้นเวทีได้อย่างมั่นใจหากปราศจากแรงสนับสนุนของครอบครัวที่เป็นพลังสำคัญอยู่ข้างหลัง “ครอบครัวของฉันให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่กับไฟต์นี้ ฉันจำได้เลยว่าสมัยที่ขึ้นเวทีครั้งแรก ไม่มีใครเลยที่สนับสนุนฉันและอยากให้เลิกซะ แต่ตอนนี้พวกเขาคอยดูแลฉันอย่างดีไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซ้อม การเตรียมตัว และถามเกี่ยวกับไฟต์ที่จะมาถึงด้วย”

“ฉันรู้สึกมีกำลังใจ มันยอดเยี่ยมมากที่มีแรงสนับสนุนจากครอบครัวอยู่ข้างหลัง ดังนั้นจึงมีความสุขมาก และตอนนี้ฉันก็มีความมุ่งมั่นที่จะเดินขึ้นสังเวียนอย่างเต็มที่เพื่อเอาชัยชนะและเข็มขัดแชมป์โลกกลับมาที่บ้านของเรา” ทิฟฟานี่ ทิ้งท้าย